คอลัมนิสต์

ผ่าทางตัน

ผ่าทางตัน

03 ก.พ. 2557

ผ่าทางตัน : บทบรรณาธิการประจำวันจันทร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2557

             แม้ว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ไม่สามารถประกาศผลการนับคะแนนเลือกตั้งได้ เนื่องจากยังไม่ได้จัดการเลือกตั้งล่วงหน้าในส่วนที่เลื่อนมาจากเมื่อวันที่ 26 มกราคม แต่ก็มีแนวโน้มว่า การเลือกตั้งทั่วไปครั้งนี้จะถูกร้องให้เป็นโมฆะ ด้วยเหตุนานัปการ ล่าสุดคือมีจำนวนผู้ไม่ได้ใช้สิทธิเลือกตั้งใน 18 จังหวัด หรือถ้านับเป็นเขตจะมากถึงร้อยละ 25 ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศ 48 ล้านคน ซึ่งจะต้องมีผู้ยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยต่อไป โดยเฉพาะเมื่อการเลือกตั้งทั่วไปผ่านพ้นไปแล้ว หากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะจัดการเลือกตั้งใหม่เพื่อให้ผู้ที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิสามารถไปลงคะแนนเลือกตั้ง ก็เท่ากับว่าการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ เป็นโมฆะไปโดยปริยาย ฯลฯ

             จากปมปัญหาที่พบล่าสุดจากการเลือกตั้งครั้งนี้ มีความเป็นไปได้ว่า ประเทศไทยอาจจะตกอยู่ในภาวะสุญญากาศ ขาดคณะผู้บริหารประเทศอีกนานหลายเดือน ขณะที่ในภาคธุรกิจได้ออกมาคาดการณ์เป็นเสียงเดียวกันว่า ถ้าหากปัญหาการเมืองไม่สามารถคลี่คลายได้ภายใน 6 เดือนแรกของปีนี้จะส่งผลกระทบโดยรวมต่อตัวเลขทางเศรษฐกิจของประเทศ เอาแต่เฉพาะปัญหาการจ่ายเงินให้ชาวนาที่เข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลที่ยังคาราคาซัง เงินยังไม่ถึงมือชาวนาก็ถือเป็นวิกฤติอย่างมากแล้ว เพราะจะส่งผลต่อการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนโดยรวมที่จะกระทบถึงภาคอื่นๆ ตามไปด้วย ยังไม่นับโครงการลงทุนต่างๆ ในภาครัฐที่จะเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้ เหมือนโลหิตที่ต้องไหลเวียนในร่างกายต้องหยุดชะงักลง แน่นอนว่าสักวันหนึ่ง เลือดจะไม่พอไปหล่อเลี้ยงหัวใจถึงกาลแตกดับในที่สุด

             ขณะเดียวกัน นอกจากการเคลื่อนไหวกดดันให้เกิดการปฏิรูปการเมืองก่อนการเลือกตั้งของคณะกรรมการประชาชนเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) องค์กรภาคเอกชนอีกหลายสิบองค์กรก็เรียกร้องให้ทุกภาคส่วนเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปการเมืองโดยเร็วที่สุด กล่าวโดยรวมคือในระยะเวลาที่ประเทศไทยตกอยู่ในภาวะสุญญากาศเช่นนี้ ก็ไม่ควรที่จะปล่อยให้ความขัดแย้งดำรงอยู่ยาวนานจนเกินไป โดยที่ยังมองไม่เห็นทางออกใดๆ ของประเทศเลยแม้แต่น้อย ยิ่งเมื่อผลการเลือกตั้งไม่ว่าจะออกมาในลักษณะที่จะนำไปสู่ "โมฆะ" หรือว่ารัฐบาลประกาศความชอบธรรม "ชนะเลือกตั้ง" ย่อมตอกย้ำว่า การจัดการเลือกตั้งด้วยเงินงบประมาณ 3,800 ล้านบาทนั้นไม่สามารถตอบโจทย์ปัญหาความขัดแย้งได้จริงๆ ยังกลับไม่มีแนวทางคลี่คลายปัญหาใดๆ ออกมา

             ระยะเวลานับจากนี้จึงดูเสมือนประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่ภาวะวิกฤติรอบใหม่ที่สถานการณ์ยิ่งแหลมคม และสุ่มเสี่ยงจะเกิดความสูญเสียมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมนับตั้งแต่เกิดการเผชิญหน้ากันยาวนานมาถึงเกือบ 4 เดือน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แต่ละฝ่ายย่อมนำผลการเลือกตั้งในแง่มุมต่างๆ ที่จะเป็นคุณต่อตัวเองไปกล่าวอ้างความชอบธรรม ขณะที่ฝักฝ่ายต่างๆ ที่ถูกแบ่งออกทั้งด้วยผลประโยชน์และเหตุผลทางการเมืองก็ยิ่งสุ่มเสี่ยงจะเผชิญหน้ากันมากยิ่งขึ้น ชั่วโมงนี้จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกภาคส่วนควรจะต้องหันหน้าเข้ามาปรึกษาหารือ หาทางออกให้แก่ประเทศไทยอีกครั้ง ก่อนที่วิกฤติจะลุกลามบานปลาย ในภาวะสุญญากาศที่ประเทศชาติสุ่มเสี่ยงจะถึงหายนะ