คอลัมนิสต์

รัฐบาลไร้ความเชื่อมั่น

รัฐบาลไร้ความเชื่อมั่น

02 ก.พ. 2557

รัฐบาลไร้ความเชื่อมั่น : บทบรรณาธิการประจำวันที่2ก.พ.2557

               การเปิดประมูลสินเชื่อโครงการจำนำข้าวของรัฐบาล ซึ่งทางสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ได้ออกหนังสือเชิญ 34 สถาบันการเงินเข้าร่วมประมูลเงินกู้ในโครงการรับจำนำข้าวปีการผลิต 2556/2557 โดยรัฐได้เปิดประมูลวงเงินกู้ลอตแรกวงเงิน 2 หมื่นล้านบาท เมื่อวันที่ 30 มกราคม ที่ผ่านมา ปรากฏว่าไม่สามารถเปิดประมูลได้เนื่องจากไม่มีสถาบันการเงินใดเข้าร่วมประมูล ส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่าต้องดูรายละเอียดในแง่กฎหมาย โดยมีกระแสข่าวว่ามีเพียงสถาบันการเงินเดียวที่ร่วมประมูลซึ่งเสนออัตราดอกเบี้ยสูงมาก กลายเป็นหนามยอกอกรัฐบาลเจ้าของโครงการอย่างยากที่จะปฏิเสธ ท่ามกลางการประท้วงปิดถนนของชาวนาค่อนประเทศที่กอดใบประทวนแทนเงินสดนานนับหลายเดือน

               รัฐบาลทำโครงการที่เป็นประวัติศาสตร์ใหญ่โตอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แต่กลับไม่มีมาตรการหรือเตรียมการอะไรมากกว่าที่เคยทำมาในอดีต ปัญหาจึงหนักกว่าที่ประมาณการเอาไว้ นอกจากไม่สามารถขายข้าวได้ในราคาตลาดแล้ว ซ้ำร้ายกว่านั้นกลับขายข้าวได้ในราคาที่แย่กว่าตลาดโลกและในปริมาณที่น้อยกว่าปกติมาก จึงนำมาสู่การขาดทุนมากกว่าที่ประมาณการไว้ ทำให้ขาดสภาพคล่องของโครงการจากเงินที่ไปจมกับสต็อกข้าวจำนวนมาก ที่สุดแล้วเงินสำรอง 5 แสนล้าน ก็ถูกละเลงไปจนเกลี้ยง ฝันของชาวนาที่ถูกฉาบด้วยคำหวานสวยหรูกินดีอยู่ดีก็พังพาบในพริบตา แต่ที่น่าสนใจคือพรรคเพื่อไทยยังคงใส่นโยบายจำนำข้าวไว้ในการหาเสียงอีกแม้จะรู้ว่าปัญหาจะยิ่งหนักขึ้นในอนาคต

               ตลอดระยะเวลาที่รัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ดำเนินการรับจำนำข้าวเปลือกตามนโยบายประชานิยมมา 3 ฤดูกาล (2554/55-2555/56-2556/57) ก่อนที่จะยุติลงในรอบการทำนาปี 2557 จากมติคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) เมื่อวันที่ 20 มกราคม ที่ผ่านมา นอกเหนือจากเหตุผลที่อ้างการเป็นรัฐบาลรักษาการจากการยุบสภา ไม่สามารถดำเนินโครงการที่จะมีผลผูกพันกับรัฐบาลหน้าได้แล้ว แต่ข้อเท็จจริงอีกด้านคงหลีกเลี่ยงเรื่องความล้มเหลวในโครงการรับจำนำข้าวที่เกิดขึ้นไม่ได้ ทั้งการขายข้าวจีทูจีและเบี้ยบ้ายรายทางที่หกเรี่ยราดเข้ากระเป๋าของนายทุนและคนในรัฐบาล จนมีการยื่นเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)พิจารณา พร้อมชี้มูลนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กับ นายภูมิ สาระผล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และข้าราชการอีกหลายคน

               ภาวะการขาดสภาพคล่องดังกล่าวทำให้รัฐบาลต้องบากหน้าไปกู้เงินจากทั้งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และธนาคารออมสิน แต่ก็ถูกต่อต้านจากสหภาพแรงงานของทั้งสองแบงก์ แถมยังสุ่มเสี่ยงต่อการขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 181 ที่ห้ามรัฐบาลรักษาการอนุมัติงานหรือโครงการที่มีผลผูกพันต่อรัฐบาลชุดต่อไป ตลอดระยะเวลากว่า 2 ปีในการบริหารประเทศ รัฐบาลยิ่งลักษณ์สร้างความแคลงใจต่อสังคมในทุกเรื่อง สภาพคล่องในระบบขณะนี้ถือว่ามีเพียงพอในการรองรับอยู่แล้ว แต่ความชัดเจนของกฎหมายและความเชื่อมั่นที่มีต่อรัฐบาลต่างหากที่ทำให้องคาพยพเหล่านี้เกิดอาการพะว้าพะวังที่จะทุ่มตัวเองไปกับความสุ่มเสี่ยงครั้งนี้