
'ชะตากรรม'เบี้ยบนกระดาน
ชะตากรรม เบี้ยบนกระดาน : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา
หลายคนอาจมองในแง่ดี โลกสวย ว่า การพบปะเจรจากันระหว่าง นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กับประธาน กกต.ในวันอังคารนี้ คงจะเปิดทางออกให้แก่ประเทศ เมื่อ กกต.ตั้งธงว่าจะเสนอให้ยิ่งลักษณ์ ออกพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้งใหม่ เปิดทางให้พรรคประชาธิปัตย์ลงสมัครรับเลือกตั้ง และกำหนดวันเลือกตั้งกันใหม่
หากเป็นสถานการณ์ปกติ ยิ่งลักษณ์ และพรรคเพื่อไทยก็คงจะไม่ยี่หระกับวันเวลาที่ต้องยืดเยื้อออกไป แต่นี่เป็นสถานการณ์พิเศษจึงมีแนวโน้มว่า การเดินหน้าเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ จึงจะมีขึ้นต่อไป
เต็มที่ก็เลื่อนไปได้เพียงแค่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ อย่างที่ จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทย เคยพูดก่อนหน้านี้
เพราะเงื่อนไขอย่างหนึ่งที่ฝ่ายรัฐบาลยื่นมาก็คือ ถ้าเลื่อนให้ แล้ว สุเทพ เทือกสุบรรณ จะยุติม็อบ กปปส.หรือไม่...คำตอบก็ชัดเจนแล้ว อย่าว่าแต่ยุติเลย แค่ ศรส.จะไปขอคืนพื้นที่ ยังถูกปฏิเสธ "หมวดเจี๊ยบ" ถึงกับร้องไห้กลับบ้าน หลังจากเจอหลวงปู่พุทธะอิสระ ออกปากไล่
อย่างที่ประเมินกันไว้ ทางรอด หรืออย่างน้อยก็รอดในระยะหนึ่งของรัฐบาลก็คือ การยื้อให้ถึงวันเลือกตั้ง เพื่อนำเสียงที่ได้รับเลือกนั้นไปประกาศถึงความชอบธรรมของตน โดยที่ไม่ต้องไปสนว่า เลือกตั้งครั้งนี้มันจะจบหรือไม่ หรือใครจะไปร้องให้เป็นโมฆะหรือไม่
ที่สำคัญมีการประเมินกันด้วยว่า สถานการณ์รุนแรงที่บังเอิญเกิดขึ้นในช่วงวันเลือกตั้งล่วงหน้าจนมีผู้ถูกยิงเสียชีวิตนั้น น่าจะไปทอนความฮึกเหิมของ ม็อบ กปปส.ลงได้
อย่าว่าแต่ในการเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์นั้น จำนวนหน่วยเลือกตั้งมีเป็นจำนวนมาก หากจะปิดหน่วยเลือกตั้งอีก กปปส.ก็ไม่น่าจะมีกำลังมากพอที่จะยับยั้งคนที่ต้องการใช้สิทธิเลือกตั้งที่น่าจะมีมากกว่าหลายเท่าตัวได้
ถึงแม้ว่า สถานการณ์ในวันนั้นจะล่อแหลม สุ่มเสี่ยงที่จะเกิดความรุนแรงได้อีกครั้ง แต่จากบทเรียนที่มีการยิงกันจนมีผู้เสียชีวิต ก็น่าจะทำให้ใครก็ตามที่คิดจะใช้ความรุนแรง ต้องกลับไปคิดใหม่
สถานการณ์เช่นนี้ มีการประเมินกันว่า น่าจะเป็นแรงกดดันไปยังสุเทพ ในฐานะแกนนำผู้ชุมนุม ที่จะยอมปล่อยให้เกิดความรุนแรงขึ้นจริงๆ หรือ
เพราะในวง กปปส.เองก็เริ่มหวั่นๆ ว่า จะเกิดเหตุการณ์เสียเลือดเสียเนื้ออีก ศัตรูไม่เลือกว่าจะยิง-ทำร้าย ในวัน-เวลาใด และไม่สนใจด้วยว่า จะแค่บาดเจ็บหรือเสียชีวิต
จากเหตุดังกล่าว กองทัพก็ไม่อาจหลีกแรงกดดันพ้น เพราะประชาชนที่เดินทางมาชุมนุมด้วยความสงบ สันติ ปราศจากอาวุธ แต่กลับมีกลุ่มคนที่ติดอาวุธมาไล่ฆ่าราวกับบ้านเมืองไม่มีขื่อมีแป
บทสรุปอย่างหนึ่งที่อาจจะเพิ่งเริ่มเกิดขึ้นก็คือ การออกมาต่อต้านรัฐบาลมีแต่ความสูญเสีย
กระทั่งสายเอ็นจีโอที่ร่วมชุมนุมก็เริ่มจะมองหาเกราะคุ้มกันอย่างกองทัพกันบ้างแล้ว เพราะเริ่มมองกันแล้วว่า สถานการณ์นับจากนี้ไปน่าจะลุกลามใหญ่โตมากกว่านี้ สุทิน ธราทิน ไม่น่าจะเป็นศพแรก
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของกองทัพนั้นยังคงมุ่งหวังให้ "กลไก" ที่มีอยู่บีบให้ทุกฝ่ายลงมาร่วมเดินบนถนนเดียวกัน
แม้ว่าการกระทำที่ว่านั้นจะเรียกได้ว่าเป็นการ "บีบ" ให้ "จำนน" ก็ตามที
เพราะบทเรียนที่ผ่านมา ความขัดแย้งในบ้านเมืองมักจะมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรู้สึกว่าตนชนะ ก็มักจะใช้สูตรเดิมทุกครั้งเมื่อความขัดแย้งเกิดขึ้น ทำให้บ้านเมืองไม่อาจก้าวพ้นไปจาก "กับดัก" นี้ได้
สถานการณ์บ้านเมืองในช่วงนี้จะว่าไป นับเป็นจังหวะที่ดีที่จะพลิกผันตนเองไปสู่หนทางสวรรค์ ทุกฝ่ายทุกคนได้ประโยชน์ ได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน และจับมือกันก้าวไปข้างหน้า
แต่เมื่อทั้งสองฝ่ายต่างเลือกที่จะเดินไปสุดขั้ว ยื่นเงื่อนไขที่ต่างก็ไม่อาจยอมรับกันได้ และไม่ลังเลที่จะปฏิเสธตั้งแต่ยังไม่ทันเปิดเจรจา
แม้จะรับรู้ว่า ข้างหน้าคือเหวแต่ก็จะไป เป็นกองไฟก็จะลุย เพราะต่างก็รู้ว่า ความสูญเสียล้วนแต่เป็นเบี้ยบนกระดานทั้งนั้น
..............
(หมายเหตุ : ชะตากรรม เบี้ยบนกระดาน : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา)



