คอลัมนิสต์

ภาพลักษณ์ตำรวจ

ภาพลักษณ์ตำรวจ

28 ม.ค. 2557

ภาพลักษณ์ตำรวจ : บทบรรณาธิการประจำวันที่28ม.ค.2557

             การเสียชีวิตของนายสุทิน ธราทิน แกนนำ กปท.ที่นำผู้ชุมนุมไปปิดสถานที่ที่จัดให้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งล่วงหน้า บริเวณวัดศรีเอี่ยม แขวงเขตบางนา กรุงเทพมหานคร นับเป็นการเสียชีวิตของผู้ชุมนุมระดับแกนนำเป็นคนแรก เมื่อบ่ายวันที่ 26 มกราคม 2557 ทำให้สิ่งที่ใครๆ ต่างก็กลัวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะกลายเป็นการเลือกตั้งเลือดก็เกิดขึ้นแล้วจริงๆ และที่สำคัญ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้เกิดในเวลากลางวันแสกๆ มีการรุมยิงกันอย่างอุกอาจ ชนิดที่ไม่เกรงกลัวอาญาแผ่นดินและตำรวจซึ่งกระจายกำลังอยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุ

             เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า ในวันเลือกตั้งที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 นี้ ก็คงจะหลีกเลี่ยงความรุนแรงไปได้ยาก เพราะแค่เลือกตั้งล่วงหน้าที่มีผู้ลงทะเบียนไม่ถึง 10% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ความรุนแรงก็ยังมากมายขนาดนี้ ในวันเลือกตั้งจริง ก็คงยากที่ใครจะคาดเดาได้ว่า จะเกิดเหตุการณ์อะไรบ้าง ในเมื่อการทำหน้าที่เพื่อป้องกันเหตุร้ายของเจ้าหน้าที่นั้น ยังไม่สามารถป้องกันเหตุ และเมื่อเกิดเหตุแล้วก็ไม่สามารถหยุดยั้งได้ในทันทีทันใด เพราะจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น เสียงปืนดังขึ้นอย่างต่อเนื่องนับสิบนัด

             จะว่าไป กระแสข่าวในก่อนหน้านี้ว่าจะเกิดเหตุเอาชีวิตบรรดาแกนนำตามเวทีการชุมนุม เพราะเหตุความขัดแย้งระหว่างผู้ชุมนุมกับกลุ่มผู้คนอื่นๆ แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่มาแล้ว และเจ้าหน้าที่ตำรวจเอง ภายหลังเกิดเหตุระเบิดในพื้นที่ชุมนุมก็มีการปรับปรุงกระบวนการทำงานใหม่ เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝันที่อาจเกิดกับผู้ชุมนุม แต่สำหรับกรณีล่าสุดนี้ ที่เกิดเหตุรุมยิงใส่แกนนำการชุมนุมจึงเป็นเรื่องที่จะต้องสอบสวนเอาความกันอย่างจริงจัง โดยเฉพาะฝ่ายรักษาความปลอดภัยอย่างเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่แม้ว่า พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร.จะมีคำสั่งให้ตั้งกรรมการสอบให้เสร็จภายใน 7 วัน ก็คงจะไม่เพียงพอต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

             ต้องไม่ลืมว่า ภาพลักษณ์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ผ่านมานั้นกระเดียดไปในทางขัดแย้งกับผู้ชุมนุม เหตุร้ายที่เกิดขึ้นหลายครั้งไม่เพียงสร้างภาพลักษณ์ที่ไม่ดีแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ถึงแม้ว่า นั่นอาจสืบเนื่องมาจากการกระทบกระทั่งกับผู้ชุมนุมในครั้งก่อนหน้าโน้นแล้ว แต่ท่าทีของเจ้าหน้าที่ตำรวจในที่ผ่านมา ก็ยังอยากที่จะเป็นที่รักใคร่ของประชาชนทุกคน ไม่ว่าคนผู้นั้นจะมาชุมนุมกับกลุ่มการเมืองใดก็ตามอยู่แล้ว ดังจะเป็นได้จากการให้สัมภาษณ์ของนายตำรวจระดับสูงที่มีขึ้นหลายต่อหลายครั้ง

             การตำหนิผู้ใต้บังคับบัญชาที่ดูเหมือนจะมีปัญหาในการปฏิบัติหน้าที่จนทำให้เกิดเหตุยิงกันและมีผู้เสียชีวิตในที่ที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นนับเป็นการให้ความเมตตาปรานีที่ "นาย" พึงมีต่อลูกน้องอยู่แล้ว แต่สำหรับกรณีที่ถึงขั้นแกนนำผู้ชุมนุมเสียชีวิตเช่นนี้ เพียงแค่ตำหนิการทำงานคงไม่สามารถตอบคำถามผู้คนในสังคมได้ ซึ่งแน่นอนว่า เมื่อกรณีเช่นนี้ตอบไม่ได้ ความเชื่อถือ ความเชื่อมั่น ที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดก็คงจะสูญสลายหายไปด้วย ซึ่งไม่มีใครชื่อว่า ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ทุกคนจะยินดีที่จะให้ภาพลักษณ์ของตนเองเป็นไปเช่นนั้น