คอลัมนิสต์

สิทธิในการศึกษาของเด็กพิการ

สิทธิในการศึกษาของเด็กพิการ

21 มิ.ย. 2552

หนึ่งในข่าวสุดสลดใจที่เกิดขึ้นติดๆ กันในสังคมไทยช่วงนี้ แต่กลับเป็นข่าวเล็กๆ ไม่น่าสนใจเท่ากับข่าวนายสรภพ ลีละเมฆินทร์ ทายาทของพุ่มพวง ดวงจันทร์ อดีตราชินีเพลงลูกทุ่ง ที่เปิดศึกทะเลาะวิวาทถึงขั้นตัดพ่อตัดลูกกับนายไกรสร ลีละเมฆินทร์ (แสงอนันต์)

ผู้เป็นพ่อ นอกเหนือจากไม่ยอมนับญาติกับญาติพี่น้องฝ่ายแม่ ก็คือข่าวครูโรงเรียนบ้านโคกล่ามกลางตำแย อ.พล จ.ขอนแก่น ไล่เด็กหญิงพิการวัย 8 ขวบซึ่งป่วยเป็นโรคเส้นกระดูกพิการไม่สามารถเดินและจับสิ่งของได้ออกจากโรงเรียน อ้างเป็นภาระของครูและเพื่อนร่วมห้องที่ต้องคอยช่วยเหลือ  แถมไม่ค่อยสนใจเรียนสักเท่าใดนัก

 แต่ผู้เป็นย่าของเด็กหญิงพิการผู้นี้ซึ่งเป็นคนยากจน มีรายได้จากเบี้ยยังชีพคนชราและคนพิการรวมแล้วแค่เดือนละ 1,000 บาท กลับเปิดเผยความจริงในอีกมุมมองหนึ่งว่าหลานสาววัย 8 ขวบผู้นี้ แม้จะพิการแต่ก็รักในการเรียนและเพื่อนๆ ในห้องก็ช่วยเหลือเกื้อกูลอยู่ตลอดเวลา ขณะที่เด็กหญิงผู้เป็นต้นเหตุของปัญหากล่าวว่าดีใจที่ได้ไปเรียนหนังสือกับเพื่อนๆ ที่โรงเรียน โดยพยายามช่วยเหลือตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่สิ่งใดที่ทำไม่ได้ก็จะขอให้เพื่อนๆ ช่วย ซึ่งเพื่อนๆ ก็ยินดีช่วย แม้กระทั่งยามถูกไล่ออกจากโรงเรียนแล้วเพื่อนก็ยังนำหนังสือเรียนมาอ่านให้ฟังหรือนำแบบฝึกหัดมาให้ฝึกทำ ผิดกับครูที่คอยดุด่าและไม่ค่อยมาช่วยอะไร 

 ไม่ว่าข้อเท็จจริงจะเป็นเช่นไรก็ตาม ข่าวนี้นอกจากจะสะท้อนถึงความอ่อนแอของสถาบันหลักๆ ในสังคม ไม่ว่าจะเป็นสถาบันครอบครัวหรือสถาบันการศึกษา โดยเฉพาะครูซึ่งควรจะมีความเมตตาปรานีแก่ลูกศิษย์ทุกคน และไม่ควรเลือกปฏิบัติกับลูกศิษย์ที่เป็นเด็กพิการ ยังสะท้อนถึงความล้มเหลวของระบบราชการที่ไม่สามารถสร้างบุคลากรให้มีจิตสำนึกหรือตระหนักรับรู้ในสิทธิของเด็กทุกคน รวมไปถึงเด็กพิการ ซึ่งมีอยู่อย่างน้อย 42 ข้อ ตามที่ได้รับการประกันจากอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ในจำนวนนี้รวมไปถึงสิทธิข้อที่ว่า เด็กพิการ จะได้รับการดูแลช่วยเหลือเป็นพิเศษ และได้รับการปฏิบัติอย่างมีศักดิ์ศรี หรือเด็กทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการศึกษา โดยจะต้องมุ่งไปสู่ การพัฒนาบุคลิกภาพ ความสามารถ ทางด้านร่างกายและจิตใจ ให้เต็มศักยภาพของเขา เป็นต้น

 เรายืนยันว่าเป็นหน้าที่ของสังคมไทยโดยเฉพาะรัฐที่จะต้องเผยแพร่หลักการและบทบัญญัติต่างๆ ในอนุสัญญานี้ ให้รับรู้กันอย่างกว้างขวาง อีกทั้งจะต้องร่วมกันปรับเปลี่ยนทัศนคติและผลักดันให้สังคมตระหนักในสิทธิของคนพิการที่จะต้องไม่ถูกเลือกปฏิบัติ ซึ่งคลุมไปถึงสิทธิของเด็กพิการที่จะได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียมโดยไม่ถูกกีดกัน