
อีกวัน-อันตราย
24 ม.ค. 2557
อีกวัน-อันตราย : บทบรรณาธิการประจำวันศุกร์ที่ 24 มกราคม 2557
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรล่วงหน้าทั้งในเขตและนอกเขตที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)กำหนดให้มีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 26 มกราคมนี้ เหมือนกับเป็นการประเดิมสนามทดสอบแรก ก่อนที่จะถึงวันหย่อนบัตรในวันอาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์ ด้วยเหตุที่การเลือกตั้งล่วงหน้าครั้งนี้เท่ากับจำลองสถานการณ์จริงในท่ามกลางความขัดแย้งรุนแรง ระหว่างกลุ่มมวลชนที่ต้องการให้ปฏิรูปการเมืองก่อนเลือกตั้งกับอำนาจรัฐที่พยายามทุกวิถีทางที่จะจัดการเลือกตั้งให้สำเร็จลุล่วงให้จงได้ แม้แต่การประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ก็ถูกมองว่าเป็นไปเพื่อการนี้ ซึ่งย่อมพอคาดหมายได้ว่า วันอาทิตย์ที่ 26 มกราคม จะเป็นอีกวันหนึ่งซึ่งอาจเกิดการเผชิญหน้ากันขึ้นระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่รัฐและผู้สนับสนุนการเลือกตั้ง
โดยเฉพาะการเลือกตั้งใน 8 จังหวัดภาคใต้ที่มีปัญหาไม่มีผู้สมัคร และจะต้องเลือกตั้งล่วงหน้าในระบบบัญชีรายชื่อหรือปาร์ตี้ลิสต์ ขณะที่ มวลชนโดยการนำของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(กปปส.)ยังดำเนินมาตรการปิดล้อมสถานที่ราชการและศาลากลางจังหวัดเอาไว้อย่างเหนียวแน่น ซึ่งในเรื่องนี้นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการกกต.ฝ่ายจัดการเลือกตั้ง ก็บอกแล้วว่า จากการตรวจพื้นที่พบว่า เขตเลือกตั้งภาคใต้มีปัญหาครบถ้วนทุกด้านที่จะเป็นอุปสรรคขัดขวางไม่ให้การเลือกตั้งดำเนินไปได้ด้วยความเรียบร้อย ขณะเดียวกัน ยังมีอีกหลายจังหวัดที่มีแนวโน้มว่าจะเกิดปัญหาการเผชิญหน้าในลักษณะเดียวกัน
กล่าวสำหรับพื้นที่กรุงเทพมหานคร ที่มีหน่วยเลือกตั้งล่วงหน้าตามเขตต่างๆ 50 เขต ก็มีแนวโน้มเช่นกันว่า มวลชนจากกปปส.จะเข้าไปปิดล้อมขัดขวางตั้งแต่ระดับการปิดถนน จนถึงขั้นปิดล็อกหน่วยเลือกตั้ง ถึงแม้จะลงมือปฏิบัติการเพียงไม่กี่เขตก็ใช่ว่าจะไม่เกิดการเผชิญหน้ากันขึ้นได้ ดังบทเรียนเมื่อครั้งเปิดสมัครรับเลือกตั้งที่สนามไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามสลายการชุมนุมด้วยการยิงแก๊สน้ำตา ปะทะกับฝ่ายผู้ชุมนุม จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ซึ่งครั้งนั้นรัฐบาลมีเครื่องมือเพียงกฎหมายความมั่นคงเท่านั้น หากแต่ล่าสุดนี้ รัฐบาลได้ประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพิ่มระดับความเข้มข้นในการควบคุมฝูงชนแล้ว เปิดทางให้ตำรวจภายใต้การนำของ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะรองผู้อำนวยการศูนย์รักษาความสงบ(ศรส.)สามารถใช้มาตรการและกำลังที่เข้มข้นกับผู้ชุมนุมได้
แม้ว่า ฝ่ายตำรวจจะยืนยันว่า จะเน้นการเจรจากับผู้ชุมนุมเป็นลำดับแรก แต่การปฏิบัติตามพระราชกฤษฎีกาที่ประกาศออกมาตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินนั้นส่อให้เห็นแนวโน้มว่าจะเกิดความรุนแรงขึ้นใน 2 กรณีคือ การเข้าสลายการชุมนุมเพื่อเปิดให้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งในวันอาทิตย์ กับมาตรการขอคืนพื้นที่สะพานพระราม 8 สะพานไทย-เบลเยียม และสะพานไทย-ญี่ปุ่น โดยศรส.ให้เหตุผลว่ามีผู้ชุมนุมน้อยแต่สร้างปัญหาจราจรอย่างหนัก สถานการณ์ขณะนี้จึงถือได้ว่า ถูกบังคับให้เดินมาถึงจุดสุ่มเสี่ยงอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งจำเป็นต้องเน้นย้ำเตือนความจำกันว่า ฝ่ายตำรวจที่จะปฏิบัติการตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินนั้นจะต้องรำลึกอยู่เสมอว่า จะต้องเอาตัวเองออกจากความเป็นคู่ขัดแย้งให้ได้ ขณะที่ผู้ควบคุมการชุมนุมก็ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ไม่เช่นนั้นแล้ว การกระทบกระทั่งอาจลุกลามนำไปสู่ความสูญเสียก็เป็นได้



