
เพิ่มบทบาทภาคประชาชนสู่การขับเคลื่อนประเทศ
24 ม.ค. 2557
เพิ่มบทบาทภาคประชาชนสู่การขับเคลื่อนประเทศ : คอลัมน์กระดานความคิด : โดย...สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)
การลดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสถานการณ์ขณะนี้ สามารถหาทางออกร่วมกันได้ด้วยการเพิ่มบทบาทให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา ซึ่งในปัจจุบันกลับสวนทางกัน เนื่องจากมิติในการแสดงบทบาทของภาคประชาชนกลับหายไป
ดร.วิรไท สันติประภพ ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ กล่าวในงานเสวนาเรื่อง “เพิ่มบทบาทของภาคประชาชน:กลไกที่หายไป” จัดโดย Eisenhower Fellowships Alumni Thailand ร่วมกับทีดีอาร์ไอ ระบุว่า ภายใต้สังคมที่มีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบัน การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในด้านต่างๆ มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการเพิ่มบทบาทของภาคประชาชนให้มีบทบาทเพิ่มมากขึ้น และกลไก เครื่องมือวิธีการที่จะทำให้ประชาชนเข้ามามีบทบาท มีส่วนร่วมและกล้าแสดงบทบาทอย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งเหล่านี้กลับหายไป
โดยตัวการที่ทำให้บทบาทภาคประชาชนหายไปคือ ภาคประชาชนเข้าถึงข้อมูลในเชิงลึกค่อนข้างยาก เพราะภาครัฐมักอ้างเรื่องความมั่นคง รวมทั้งการแจ้งเบาะแสข้อมูลคอร์รัปชั่นว่าไทยยังมีปัญหาในเรื่องกฎหมายหมิ่นประมาท ขณะที่ต่างประเทศมีกลไกคุ้มครองผู้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ
ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงการเกิดขึ้นของกลุ่มมวลมหาประชาชนเหมือนภาพเหตุการณ์เมื่อช่วงปี 2553 เพราะประชาชนไม่พอใจการใช้อำนาจของรัฐในทางที่ไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะกรณีการผลักดัน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่ใช้กติกาให้เสียงข้างมากออกกฎหมายโดยไม่สนใจนิติธรรม นิติรัฐ ซึ่งหลายฝ่ายมองและตั้งคำถามว่า นี่คือประชาธิปไตยจริงหรือไม่
แต่ในความขัดแย้งดังกล่าวมีจุดร่วมเดียวกันคือ ความไม่พอใจในกระบวนการยุติธรรมที่ไม่เป็นกลาง ซึ่งทางออกคือ ช่วยกันหาทางออกเพื่อประโยชน์ของประเทศให้มากขึ้น พร้อมกับยกข้อเสนอ 5 ข้อของโทนี แบลร์ อดีตรัฐมนตรีอังกฤษ ที่ระบุว่า 1.การปรองดองจะสำเร็จได้ ทุกฝ่ายต้องได้รับประโยชน์ 2.หากอดีตยังตกลงกันไม่ได้ ค้นหาความจริงยังไม่ได้ การไม่ลืมอดีตแต่มองอนาคตแทนก็เป็นสิ่งที่ดี 3.มีกระบวนการที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมาหาจุดที่รับได้ร่วมกัน
4.แนวทางต่างๆ ต้องอยู่บนพื้นฐานของประชาธิปไตยที่ไม่ใช่แค่แบบ Voting แต่ต้องเป็นประชาธิปไตยแบบ Thinking ด้วย และ 5.คนที่เป็นผู้นำปฏิรูป หรือผู้นำการปรองดอง บทบาทภาคประชาชนเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญที่สุด และหากทำได้สังคมไทยจะไม่โหยหาคำว่าผู้นำที่หมายถึงบุคคลเพียงคนเดียวอีก สอดคล้องกับ นพ.บัญชา พงษ์พานิช เลขานุการมูลนิธิหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ กล่าวว่า สังคมไทยโหยหาผู้นำ (Single Agent) และให้ความสำคัญกับผู้นำ ซึ่งหมายถึงคนคนเดียวมากเกินไปทำให้มิติอื่นบกพร่อง ทำให้กลไกภาคประชาชนหายไป เนื่องจากรอฟังเฉพาะผู้นำอย่างเดียว ทั้งนี้เห็นด้วยกับแนวคิดของ นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ที่พูดถึงการทำงานเป็นเครือข่ายฝ่าให้พ้นทวิลักษณ์ ในความเชื่อที่ว่า ในเหลืองมีแดง ในแดงมีเหลือง ซึ่งหากสามารถสร้างกลไกการมีส่วนร่วมได้จะทำให้ลดวิกฤติความขัดแย้งและรุนแรงได้เช่นกัน
น.ส.สฤณี อาชวานันทกุล นักเขียนอิสระ กล่าวว่า ภาคประชาชนต้องรู้เท่าทันข้อมูลข่าวสาร ขณะเดียวกันสื่อต้องสามารถทำงานเชื่อมโยงกับภาคประชาชนได้ โดยเฉพาะภาคประชาชนที่เสพสื่อในโซเชียลมีเดีย และขอเสนอไปยังสื่อในฐานะตัวกลางในการสื่อสารกับภาคประชาชนโดย 1.วารสารศาสตร์เชิงข้อมูล 2.ผลักดันให้เกิดมาตรฐานข้อมูลเปิด 3.ผลักดันมาตรฐานรัฐต้องเปิดเผยข้อมูลที่ถูกต้อง โปร่งใส และฟังประชาชน
อย่างไรก็ตาม วงเสวนาเห็นตรงกันว่า กลไกการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนจะสามารถขับเคลื่อนสังคมให้พัฒนาและเดินหน้าต่อไปได้ โดยมีความตั้งใจและมุ่งมั่นในการต่อต้านคอร์รัปชั่น และยินดีที่จะเสียสละ ซึ่งจะทำให้ทิศทางการทำงานของภาคประชาชนมีบทบาทอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ
...........................
(เพิ่มบทบาทภาคประชาชนสู่การขับเคลื่อนประเทศ : คอลัมน์กระดานความคิด : โดย...สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ))



