
พ.ร.ก.ฉุกเฉินไม่ชอบธรรม
23 ม.ค. 2557
พ.ร.ก.ฉุกเฉินไม่ชอบธรรม : บทบรรณาธิการประจำวันพฤหัสบดีที่ 23 มกราคม 2557
รัฐบาลตัดสินใจประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 หรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มีกำหนด 60 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 22 มกราคมเป็นต้นไป โดยให้ครอบคลุมพื้นที่ที่เคยมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 (พ.ร.บ.มั่นคง) ไปก่อนหน้านี้ คือครอบคลุมพื้นที่ กรุงเทพมหานคร จ.นนทบุรี จ.สมุทรปราการเฉพาะ อ.บางพลี และจ.ปทุมธานีเฉพาะ อ.ลาดหลุมแก้ว โดยให้เหตุผลว่า เพื่อใช้ดูแลควบคุมสถานการณ์มีเป้าหมายเพื่อบังคับใช้กฎหมายต่อผู้กระทำความผิดกับกลุ่มผู้สนับสนุนการชุมนุม เพื่อให้กระบวนการประชาธิปไตยและประเทศเดินหน้าต่อไป รวมทั้งการชุมนุมของ กปปส.มีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นจากกลุ่มผู้ไม่ประสงค์ดีจนประชาชนเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก
การที่รัฐบาลใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ถูกวิจารณ์และมีคำถามเกิดขึ้นในหลายมิติด้วยกัน ประการแรกในสภาวะที่กำลังจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์นี้ การประกาศใช้กฎหมายพิเศษดังกล่าวอาจมีผลต่อความได้เปรียบเสียเปรียบของการหาเสียง โดยมี ส.ว.ได้ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในประเด็นนี้แล้ว ขณะเดียวกัน 7 เครือข่ายสิทธิมนุษยชน ได้ออกแถลงการณ์ร่วมแสดงจุดยืนคัดค้านการที่รัฐบาลใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะเห็นว่าสถานการณ์ปัจจุบันยังไม่ถึงขั้นที่รัฐตกอยู่ในสถานการณ์อันเป็นภัยร้ายแรงที่คุกคามความอยู่รอดของชาติ รัฐบาลสามารถใช้กฎหมายปกติหรือใช้ พ.ร.บ.มั่นคงก็เพียงพอจัดการได้ อีกทั้ง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ให้อำนาจฝ่ายบริหารและเจ้าหน้าที่ตรวจค้นจับกุมขัดหลักสิทธิมนุษยชนและไม่เปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบการใช้อำนาจได้
นอกจากนี้เครือข่ายสิทธิมนุษยชนยังกังวลว่าจะเกิดการปิดกั้นสื่อ ส่งผลให้ประชาชนได้รับข่าวสารเพียงด้านเดียว และดูเหมือนว่าจะเป็นจริง เพราะสอดรับกับการที่ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะกรรมการและเลขานุการศูนย์อำนวยการรักษาความสงบ (ศรส.) ระบุว่า จะเชิญบรรณาธิการบางช่องบางสื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันว่า อย่าให้เกิดการใส่ร้ายเพื่อนำไปสู่การยุยงปลุกปั่นให้เกิดความไม่สงบ ตรงนี้ก็เกิดข้อฉงนว่ามีการพุ่งเป้าไปยังสื่อที่ตรงข้ามรัฐบาล แต่ขณะที่สื่อของฝั่งสนับสนุนรัฐบาลก็มีการกระทำที่ยุยงปลุกปั่นเช่นกัน แล้วจะดำเนินการบนมาตรฐานเดียวกันใช่หรือไม่ ดังนั้นปมทั้งหลายเหล่านี้ รัฐบาลต้องชี้แจงสังคมให้เกิดความกระจ่าง ไม่เช่นนั้นยากจะหลุดข้อครหาว่าต้องการใช้ความรุนแรง
สถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดเหตุรุนแรงกับกลุ่ม กปปส.หลายครั้งนับจำนวนไม่ถ้วน แต่ด้านเจ้าหน้าที่ของรัฐในฐานะกำกับดูแลความปลอดภัยกลับไม่สามารถป้องกันอะไรได้ และที่ผ่านมามักแสดงความเป็นฝ่ายตรงข้ามกลุ่มผู้ชุมนุมสร้างความแตกแยกขึ้นไปอีก รวมทั้งไม่สามารถตามจับกุมกลุ่มผู้ไม่หวังดีที่ก่อเหตุได้เลยจนกลายเป็นข้อเคลือบแคลงถึงประสิทธิภาพการทำงานหรือรู้อยู่แล้วแต่ไม่ทำอะไร ยิ่งมีการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เท่ากับติดเขี้ยวเล็บเข้าไปอีก ส่งผลให้สถานการณ์ตึงเครียด และกลายเป็นความสุ่มเสี่ยงว่าความรุนแรงจะมากขึ้นตามไปด้วย สิ่งที่รัฐบาลต้องตระหนักในยามนี้คือ การใช้กฎหมายพิเศษ แม้จะให้อำนาจในการสั่งการขั้นเด็ดขาด แต่ถ้าเป็นการใช้อย่างไม่ชอบธรรม ถามว่าสังคมจะยอมรับได้อย่างนั้นหรือ



