
บทบาทตำรวจกับการชุมนุม
22 ม.ค. 2557
บทบาทตำรวจกับการชุมนุม : บทบรรณาธิการประจำวันพุธที่ 22 มกราคม 2557
หลังจากเกิดเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้แก๊สน้ำตายิงเข้าใส่กลุ่มผู้ชุมนุมบริเวณหน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาล ทำให้เกิดรอยแยกระหว่างประชาชนที่มาขับไล่รัฐบาลกับตำรวจมากขึ้น เพราะมองว่าตำรวจไม่ได้วางตัวเป็นกลางและทำร้ายประชาชน ในขณะที่ตำรวจเองก็พยายามแถลงสร้างความเข้าใจกับม็อบว่านี่คือการป้องกันตัว ป้องกันสถานที่ราชการซึ่งเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน แต่ดูเหมือนยิ่งออกมาแถลงทำความเข้าใจมากขึ้นเท่าไรก็ยิ่งร้าวลึกมากขึ้น ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะกลุ่มผู้ชุมนุมมองว่าตำรวจไม่สามารถดูแลความปลอดภัยให้ได้ การควบคุมสถานการณ์ยังไม่ดีพอจากหลายเหตุที่ผ่านมา คนร้ายก่อเหตุปาระเบิดและใช้อาวุธมือกับกลุ่มผู้ชุมนุมจนบาดเจ็บและเสียชีวิต แต่ความคืบหน้าทางคดีช้ามาก จนถูกมองว่ารู้เห็นหรือมีกลุ่มการเมืองเข้าไปสั่งการเสียด้วยซ้ำ
หากดูจากการระดมกำลังตำรวจจากทั่วประเทศนับหมื่นนายเข้ามาในเมืองหลวง ผสมกับตำรวจนครบาลเจ้าของพื้นที่แล้ว กำลังตำรวจน่าจะเพียงพอต่อการดูแลความสงบไม่ให้ใครก็ตามเข้ามาก่อเหตุซ้ำแล้วซ้ำอีกได้ ในช่วงต้นของการชัตดาวน์กรุงเทพฯ คนร้ายอาศัยช่วงกลางคืนลงมือ แต่สถานการณ์กลับพัฒนาไปสู่ความน่ากลัวเมื่อคนร้ายไม่ได้ยำเกรงกฎหมายลงมือกันกลางวันแสกๆ ใช้ระเบิดปาเข้าใส่เป้าหมายและใช้อาวุธยิงเปิดทางหลบหนีได้ลอยนวล ยิ่งทำให้ตำรวจถูกมองว่าเพิกเฉยไม่ได้สนใจที่จะรักษากฎหมายหรือตามจับคนร้าย ทั้งๆ ที่มีคลิปจากกล้องวงจรปิดมากมายที่บันทึกภาพคนร้ายไว้ได้ ยังมีเรื่องของการแถลงข่าวที่ด่วนสรุปรวดเร็วทำนองว่ากลุ่มผู้ชุมนุมลงมือสร้างฉากกันเอง แม้กระทั่งผู้บัญชาการทหารบก ก็ยังเกิดความข้องใจพร้อมเรียกร้องให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ติดตามความคืบหน้าและพิสูจน์ความจริงให้เห็นโดยเร็ว นอกจากความขัดแย้งระหว่างตำรวจกับประชาชนแล้ว ยังเกิดความร้าวฉานขึ้นระหว่างเหล่าทัพ หลังจากมีการจับกุมทหารเรือที่เข้าไปหาข่าวในม็อบมาแถลงประจาน กระทั่งมีการขู่จะฟ้องร้องตำรวจด้วย
บทบาทของตำรวจที่ผ่านมาจึงถูกมองว่าไม่ได้ทำงานเพื่อประชาชนแต่ไปรับใช้ฝ่ายการเมืองมากกว่า จากเหตุการณ์ที่ผู้ชุมนุมเดินไปล้อมสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรียกร้องให้ตำรวจมายืนอยู่ข้างประชาชน นี่คือ ความรู้สึกด้านลบต่อองค์กรตำรวจ และความรู้สึกแบบนี้คงไม่ได้จบไปพร้อมกับเหตุการณ์การชุมนุม แต่จะยังคงอยู่ในความรู้สึกของประชาชนส่วนใหญ่ของกรุงเทพฯ ต่อไป การทำหน้าที่ของตำรวจจากนี้จะยิ่งย่ำแย่ลงจากสายตาที่มีแต่ความหวาดระแวงของประชาชนโดยทั่วไป หากเป็นเช่นนั้นสังคมคงจะตั้งคำถามกับตำรวจตลอดเวลาไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม เพราะภาพส่วนใหญ่ของการแถลงข่าวในช่วงการชุมนุมทางการเมืองก็มีการใช้ความรู้สึกส่วนตัว ข้อมูลที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงสู่สาธารณชน จนถูกจับได้จนหมดความน่าเชื่อถือ หลังจากผ่านพ้นวิกฤติการเมืองไปได้ องค์กรตำรวจต้องหันมาทบทวนบทบาทตัวเองและต้องเร่งสร้างศรัทธา สร้างผลงานกับประชาชนไม่ใช่กับนักการเมือง



