คอลัมนิสต์

เหตุผลของความอดทน

เหตุผลของความอดทน

21 ม.ค. 2557

เหตุผลของความอดทน : คอลัมน์ขยายปมร้อน : โดย...ศรุติ ศรุตา

 
 
                 "ถ้าหากกองทัพจะฉวยโอกาสที่เกิดเหตุระเบิดที่อาจจะเกิดขึ้นรายวันมายึดอำนาจรัฐบาล ก็เท่ากับเป็นการทำลายการปกครองระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่การออกมาเพื่อรักษาความสงบ"
 
 
                 "ถ้าไม่ชอบคณะรัฐมนตรี ไม่ชอบนายกฯ ก็ต้องออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง"
 
                 เหมือนจะเป็นการพูดท้าทาย แต่สำหรับ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แล้วคงไม่สามารถพูดอะไรได้มากกว่านี้
 
                 ในสถานการณ์มวลมหาประชาชนชุมนุมขับไล่ จำต้องถอยร่นครั้งแล้วครั้งเล่า จนหลายคนอดทึ่งไม่ได้กับการอดทนเป็นพิเศษของนายกฯ หญิงคนแรกของประเทศไทยคนนี้
 
                 "ตอนนี้เราอยู่ในสภาพที่พยายามป้องกันตัวเองเท่านั้น ถ้าลาออกเมื่อไหร่ เราก็อยู่ในสภาพที่ไม่สามารถป้องกันตัวเองได้เลย" คนวงในเล่าส่วนหนึ่งของที่ประชุมลับ ที่ปิดห้องคุยกันเพียงไม่กี่คนในช่วงก่อนหน้านี้
 
                 เมื่อย้อนกลับไปดูเรื่องราว คดีความที่ ยิ่งลักษณ์ จำต้องเผชิญหน้านับแต่ขึ้นรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว เรียกได้ว่า มากมายก่ายกองไม่แพ้พี่ชายผู้ซึ่งหลบหนีโทษจำคุก 2 ปีอยู่ในต่างแดนเลยทีเดียว
 
                 ว่ากันว่า ความ "แรง" ของคดีความนั้น บางคดีก็อาจถึงขั้นยึดทรัพย์ ส่วนเรื่องอาญา หรือแพ่งนั้น ไม่ต้องพูดถึง หากวันใดไม่มีที่ยืนบนเส้นทางอำนาจ เมื่อนั้นก็อาจมีสภาพไม่ต่างจากพี่ชาย
 
                 การรักษาอำนาจจึงต้องดำเนินต่อไป ถึงแม้จะเป็นอำนาจของรัฐบาลรักษาการ ก็ยังดีกว่าการทิ้งอำนาจตรงนี้ไป แล้วนั่งรอคมหอกคมดาบจากองค์กรอิสระ และกระบวนการยุติธรรมที่ไม่พึงประสงค์
 
                 ถ้าทำเช่นนั้น ก็ไม่ต่างจาก การถอยหลังเข้าคลองไปเรื่อยๆ กว่าจะมารู้ตัวอีกทีเมื่อเคว้งคว้างอยู่กลางทะเลไปเรียบร้อยแล้ว
 
                 แล้วจะสู้อย่างไร ในเมื่อมีม็อบชุมนุมขับไล่อยู่กลางเมืองหลวงในทุกวันนี้ ?
 
                 ยุทธศาสตร์แรกที่คนแดนไกลพยายามปลุกเร้าให้ไปให้ถึงก็คือ วันที่ 2 กุมภาพันธ์ เพื่อไปสัมผัสกับเสียงโหวตของประชาชนที่ยังเป็นฐานเสียงของรัฐบาลให้ได้
 
                 ภัยคุกคามที่มาจากกองทัพซึ่งเกาะเกี่ยวกับการชุมนุมของ มวลมหาประชาชน กปปส.อยู่แบบหลวมๆ ยังคงมีอยู่ แต่เมื่อกองทัพชัดเจนในเรื่องเงื่อนไขที่จะเข้ามาปราบ หากว่าเกิดเหตุปะทะกันจนเสียเลือดเสียเนื้อกันทั้งสองฝ่ายแล้วก็เป็นเรื่องที่จะต้องบริหารจัดการ เพื่อไม่ให้เหตุบานปลายไปถึงจุดนั้น
 
                 ถึงแม้ว่าจะมีมวลชนคนเสื้อแดง กดดันม็อบ- กดดันทหาร ไม่ให้ออกมาทำการปฏิวัติอยู่ แต่หากเข้าเงื่อนไขกันจริงๆ ก็คงจะทานกำลังไม่ไหว ทางที่ดีก็คือ ทำอย่างไรไม่ให้สถานการณ์ไปถึง "เงื่อนไขของกองทัพ"
 
                 การใช้ "โลก" ล้อมม็อบ กปปส. และทหาร ก็นับเป็นอีกยุทธวิธีปรามกองทัพให้อยู่ในกรมกอง การตอกย้ำว่า โลกยอมรับการเลือกตั้งมากกว่าการทำปฏิวัติเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องออกมาสื่อสารให้ประชาชนรับรู้
 
ส่วนเหตุการปาระเบิดใส่ผู้ชุมนุม หรือแกนนำผู้ชุมนุมนั้น ก็ยังคงไม่นับเป็นเงื่อนไขให้กองทัพออกมายึดอำนาจ
 
                 เพราะกรณีที่เกิดขึ้นถือเป็นเหตุ "ลอบทำร้าย" ผู้ชุมนุม ไม่ใช่การปะทะกันครั้งใหญ่จนเกิดการเสียเลือดเสียเนื้อ
 
                 ถ้าหากกองทัพจะฉวยโอกาสที่เกิดเหตุระเบิดที่อาจจะเกิดขึ้นรายวันมายึดอำนาจรัฐบาล ก็เท่ากับเป็นการทำลายการปกครองระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่การออกมาเพื่อรักษาความสงบ
 
                 สำหรับการชุมนุมของ กปปส.นั้น ถึงแม้ว่าจะมีจำนวนผู้มาชุมนุมมากเป็นประวัติการณ์ แต่ก็ไม่อาจกดดันรัฐบาลที่ยึดหลักกฎหมาย ให้ยิ่งลักษณ์ลาออกจากรักษาการนายกรัฐมนตรีได้
 
                 ที่สำคัญ สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ไม่กล้าที่จะใช้ความรุนแรง ไม่กล้าที่จะยึดอำนาจรัฐ จึงไม่เป็นปัญหาที่รัฐบาลจะต้องไปให้ความสำคัญเท่าใดนัก ขณะเดียวกันก็น่าเชื่อว่า นานวันการชุมนุมของ กปปส.จะค่อยๆ ลดลง เพราะไม่เพียงจากความอ่อนล้า หากแต่ยังมีแรงกดดันจากกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการชุมนุม จะค่อยๆ แสดงตัวมากขึ้น
 
                 เมื่อประมวลภาพทั้งหมดออกมาเช่นนี้แล้ว จึงไม่มีเหตุผลใดที่จะไม่สู้ เพราะมีแต่สู้เท่านั้นถึงจะชนะ
 
                 แล้วก็ต้องไม่ลืมว่า เมื่ออำนาจในมือที่ยังสามารถสั่งข้าราชการได้ สั่งตำรวจได้ ก็เท่ากับว่าโอกาสที่จะชนะไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้ง หรือเกมการเมืองยังคงมีอยู่
 
                 แล้วก็ปิดโอกาสที่จะไปลอยคอกลางทะเลได้ด้วยเช่นกัน !
 
 
......................
 
(เหตุผลของความอดทน : คอลัมน์ขยายปมร้อน : โดย...ศรุติ ศรุตา)