คอลัมนิสต์

ครม.รักษาการกับการโยกย้ายข้าราชการ

ครม.รักษาการกับการโยกย้ายข้าราชการ

16 ม.ค. 2557

ครม.รักษาการกับการโยกย้ายข้าราชการ : กระดานความคิด โดยอนุรักษ์ สง่าอารีย์กูล

              แถลงการณ์ของประชาคมสาธารณสุข ฉบับที่ 3 ซึ่งประกอบด้วย 1.ขอย้ำจุดยืนที่จะให้มีการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง 2.เรียกร้องให้รัฐบาลลาออกโดยทันที เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดการปฏิรูปที่เป็นกลางและยุติธรรม 3.เห็นว่ารัฐบาลชุดนี้หมดความชอบธรรมในการบริหารประเทศแล้ว จึงยืนยันที่จะไม่ทำงานกับรัฐบาลชุดนี้ 4.ยืนยันจะทำงานให้บริการดูแลประชาชนบนพื้นฐานจริยธรรมวิชาชีพอย่างเต็มที่โดยไม่เลือกปฏิบัติ และ 5.พร้อมแสดงออกทุกวิถีทางเพื่อยืนยันจุดยืนดังกล่าว และขอเชิญชวนประชาคมทุกกระทรวง ทบวง กรม ออกมาแสดงจุดยืนร่วมกัน โดยมี น.พ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้ร่วมออกแถลงการณ์นั้น

              ภายหลังปรากฏการณ์ดังกล่าว ก็เกิดปฏิกิริยาทั้งทางบวกและทางลบ โดยเฉพาะปฏิกิริยาจาก รมว.สาธารณสุข ที่ถือเป็นผู้บังคับบัญชาของปลัดกระทรวง และเริ่มที่ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในนามศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ ศอ.รส. ได้ทำหนังสือเรียกให้ นพ.ณรงค์ เข้ามาชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับกรณีที่เกิดขึ้น ทั้งมีสัญญาณทำนองว่าจะมีการโยกย้ายหรือออกคำสั่งให้พ้นจากตำแหน่งโดยให้ผู้อื่นมาปฏิบัติหน้าที่แทนออกมาทางสื่อต่างๆ

              โดยที่คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันเป็นคณะรัฐมนตรีรักษาการ เพราะพ้นจากตำแหน่งตามที่ได้มีการออกพระราชกฤษฎีกาให้ยุบสภาผู้แทนราษฎร ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 180 (2) ตั้งแต่เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2556 ดังนั้น การปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจึงต้องอยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 181 ที่บัญญัติว่า “คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่ง ต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ แต่ในกรณีพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 180 (2) คณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจะปฏิบัติหน้าที่ได้เท่าที่จำเป็น ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด ดังต่อไปนี้

              (1) ไม่กระทำการอันเป็นการใช้อำนาจแต่งตั้งหรือโยกย้ายข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ หรือพนักงานของหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือกิจการที่รัฐถือหุ้นใหญ่ หรือให้บุคคลดังกล่าวพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่หรือพ้นจากตำแหน่ง หรือให้ผู้อื่นมาปฏิบัติหน้าที่แทน เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้งก่อน

              (2) ไม่กระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติให้ใช้จ่ายงบประมาณสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้งก่อน

              (3) ไม่กระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป

              (4) ไม่ใช้ทรัพยากรของรัฐหรือบุคลากรของรัฐเพื่อกระทำการใดซึ่งจะมีผลต่อการเลือกตั้ง และไม่กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามระเบียบที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด

              บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญดังกล่าว มีลายลักษณ์อักษรไว้อย่างชัดเจนโดยไม่ต้องตีความใดๆ ว่า คณะรัฐมนตรีรักษาการชุดปัจจุบันจะปฏิบัติหน้าที่ได้เท่าที่จำเป็น โดยไม่เพียงแต่ไม่มีอำนาจแต่งตั้งหรือโยกย้ายข้าราชการแล้ว ยังไม่มีอำนาจสั่งให้พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ หรือพ้นจากตำแหน่ง หรือให้ผู้อื่นมาปฏิบัติหน้าที่แทนอีกด้วย ทั้งนี้ เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้งก่อนเท่านั้น นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญยังบัญญัติคุ้มครองพนักงานของหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือกิจการที่รัฐถือหุ้นใหญ่ไว้เช่นเดียวกับข้าราชการอีกต่างหาก และในทางปฏิบัติที่ผ่านมาก็แทบจะไม่เคยมีกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งเห็นชอบกับการกระทำของคณะรัฐมนตรีรักษาการดังกล่าว

              การออกแถลงการณ์ของประชาคมสาธารณสุข ตามที่ นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุขผู้ร่วมออกแถลงการณ์ด้วยนั้น ยังน่าจะถือได้ว่าเป็นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชนตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติคุ้มครองไว้ใน มาตรา 45 ว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น....” วันนี้ข้าราชการพนักงานของหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือกิจการที่รัฐถือหุ้นใหญ่ ตลอดจนประชาชนชาวไทยคงต้องตื่นรู้กับสิทธิ เสรีภาพและหน้าที่ของชนชาวไทยตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ให้อย่างถ่องแท้จริงจังกันเสียที