
'ผู้บริสุทธิ์'ในมวลมหาปฏิวัติ
'ผู้บริสุทธิ์'ในมวลมหาปฏิวัติ : มนุษย์สองหน้า โดยแคน สาริกา
สัปดาห์ที่แล้ว เขียนถึงวรรณกรรมคลาสสิก "เหยื่ออธรรม" แล้วก็นึกถึงข่าว "พ่อเฒ่าแม่เฒ่า" ชาวอีสานถูกดำเนินคดีในข้อหาบุกรุกและลักลอบตัดไม้ในพื้นที่เขตป่าสงวนแห่งชาติ เพียงแค่พวกเขาเข้าไปเก็บเห็ด หาหน่อไม้
50 ปีที่แล้ว คนอีสานจำนวนไม่น้อยตกอยู่ในสภาพ "ถูกกระทำ" จากอำนาจรัฐทำนองนี้ จึงทำให้ชาวนาจนๆ เลือกหนทางการต่อสู้ด้วยอาวุธ ด้วยหวังที่จะเห็นการสร้างสังคมไทยใหม่ ที่เสมอภาค และเป็นธรรม
ก่อนเขียนต้นฉบับสัปดาห์นี้ มิตรน้ำหมึกได้โค้ดคำพูดของตัวละครเอกในบทละครเรื่อง "ผู้บริสุทธิ์" (The Justice) ของ อัลแบร์ กามู ลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว พออ่านแล้วก็เลยอยากพูดถึงบทละครสะท้อนการเปลี่ยนแปลงสังคม โดยนักปฏิวัติหนุ่มสาว ซึ่งเนื้อเรื่องวางอยู่บนการปฏิวัติในประเทศรัสเซีย
"กว่าเราจะรู้ว่าแกหรือฉันที่เป็นฝ่ายถูก เราอาจจะต้องเสียสละกันถึงสามชั่วคน ทำสงครามหลายครั้งหลายหน รวมทั้งปฏิวัติกันอย่างรุนแรง และเมื่อฝนเลือดแห้งกรังแผ่นดิน เมื่อนั้นทั้งแกและฉันต่างก็ป่นปนผงคลีดินไปนมนานแล้ว"
บางถ้อยคำของ "กาเลียเยฟ" ในบทละครผู้บริสุทธิ์ อาจคล้ายความคิดของคนหนุ่มสาวแห่งสยามประเทศ เมื่อ 40 ปีที่แล้ว ซึ่งในปัจจุบัน ต่างห้ำหั่นกันทางความคิดในหน้าเฟซบุ๊ก
"ฉันจะไม่ยอมไปตบหน้าเพื่อนร่วมโลกของฉัน เพื่อนครอันห่างไกลในอนาคต ซึ่งฉันยังไม่สามารถแน่ใจอะไรได้ ฉันจะไม่ยอมสร้างเสริมเพิ่มความอยุติธรรมขึ้นมาอีกเพื่อความยุติธรรมที่ตายไปแล้ว"
มันเป็นบางตอนของข้อถกเถียงในหมู่นักปฏิวัติหนุ่ม โดยผู้ที่คิดเหมือนประโยคข้างต้น ก็มักจะถูกวิจารณ์ว่าเป็นพวกจิตใจโลเล และติดยึดลัทธิโลกสวยของนายทุนน้อย
จำได้ว่า ตอนที่ผมพ่ายศึกกลับมาจากสมรภูมิป่าเขา ได้นั่งอ่านผลงานของ อัลแบร์ กามู ทั้งเรื่อง "มนุษย์สองหน้า" และ "ผู้บริสุทธิ์" และยอมรับว่า กามูได้เปิดเปลือยธาตุแท้ของมนุษย์ แบบว่ามองคนเป็นคน ไม่ใช่ประเภทวีรชนดาวแดงที่โลดแล่นอยู่ในหนังสือปกแดงเมื่อ พ.ศ.โน้น
อัลแบร์ กามู เป็นนักเขียนและนักปรัชญาฝรั่งเศส และเป็นหนึ่งในผู้นำปรัชญา Existentialism โดยบิดาเป็นกรรมกรไร่องุ่นของครอบครัวชาวฝรั่งเศสที่มาตั้งถิ่นฐานที่เมืองแอลจีเรีย ตั้งแต่ปี 1871 กามูจบการศึกษาระดับมัธยมที่แอลเจียร์ในฐานะนักเรียนทุน และได้ทุนเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยแอลเจียร์เช่นกัน
เพื่อนบางคนบอกว่า อย่าไปอ่านงานของกามู เพราะมันจะจ่อมจมอยู่กับตัวเอง สิ้นไฟฝันและความมุ่งมั่นต่อสู้เพื่อส่วนรวม ซึ่งในวันนี้ เพื่อนวัยเกินกลางคนที่ฮึกห้าวยิ่งกว่า 40 ปีก่อน ก็ออกปากชักชวนให้ผมไปร่วมการต่อสู้ครั้งสุดท้าย
กล่าวสำหรับผมแล้ว ไม่ตำหนิใคร เพื่อนคนไหนเลือกที่จะปกป้องประชาธิปไตย ก็ว่ากันไป เพื่อนคนไหนเลือกที่จะแสวงหาการปฏิรูปประเทศ ก็ว่ากันไป แต่ขอให้ฟังกันบ้าง ดั่งคำภาษิตจีน "ฟังความทุกฝ่าย หูตาสว่าง ฟังความข้างเดียวมืดแปดด้าน"
สำหรับตัวผมเองยอมรับตรงๆ ว่า ในวัยเยี่ยงนี้การต่อสู้เพื่อครอบครัวเป็นอันดับแรก แต่ไม่ทิ้งเรื่องส่วนรวม เมื่อหลายปีก่อน เพื่อนนักเขียนคนหนึ่งได้อ้างคำพูดของตัวละครในเรื่อง "มนุษย์สองหน้า" ที่พูดว่า "เอาละ เมื่อเราทุกคนต่างมีความผิดด้วยกันทั้งนั้นแล้ว นั่นแหละคือประชาธิปไตย"
อันหมายถึงการยอมรับในวิจารณ์และวิจารณ์ตนเอง ซึ่งผู้คนสมัยนี้ มักไม่ยอมรับฟังคำวิจารณ์จากผู้อื่น และไม่ต้องพูดถึงการวิจารณ์ตัวเอง
อย่างเช่นนี้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ออกมาแสดงความเห็นต่อสถานการณ์ปัจจุบันว่า
"ผมคิดว่าในเวลาสังคมไทยของเรากำลังเดินอยู่บนปากปล่องภูเขาไฟ เราควรจะต้องมีสติ ไม่อนุญาตให้ตัวเองพลัดตกลงไปในหล่มหลุมที่มิอาจกลับคืนมาได้ สิ่งที่เราต้องฝากความหวังไว้เพียงอย่างเดียวคือ สติและปัญญา ในเวลานี้สภาพของบ้านเมืองเหมือนกับว่ากลไกของรัฐไปกันคนละทิศละทาง ประชาชนทั่วๆ ไปรู้สึกว้าเหว่เหมือนไม่มีคนคุ้มครอง ซึ่งถ้าเลยขั้นนั้นไป ถึงขั้นประชาชนจะต้องป้องกันตัวเอง มันก็จะเป็นเรื่องน่ากลัว ผมคิดว่าสิ่งที่เราจำเป็นจะต้องมีอย่างยิ่งคือสติและปัญญาที่จะถอยห่างออกจากสถานการณ์อันตรายเหล่านี้..."
น่าเสียดายที่คำพูดนี้ ถูกตีความไปในทางการเมืองเลือกข้าง และพิพากษาผู้แสดงทัศนะข้างต้นไปเป็นที่เรียบร้อย จึงทำให้นึกถึงคำพูดของตัวละครในเรื่องผู้บริสุทธิ์
"กว่าเราจะรู้ว่าแกหรือฉันที่เป็นฝ่ายถูก เราอาจจะต้องเสียสละกันถึงสามชั่วคน ทำสงครามหลายครั้งหลายหน"



