คอลัมนิสต์

รัฐบาลเลือกเดินสู่รุนแรง

รัฐบาลเลือกเดินสู่รุนแรง

16 ม.ค. 2557

รัฐบาลเลือกเดินสู่รุนแรง : บทบรรณาธิการประจำวันที่16ม.ค.2556

            สถานการณ์การเมืองที่กลุ่ม กปปส.ชัตดาวน์กรุงเทพฯ โดยยืนยันข้อเรียกร้องให้มีการปฏิรูปประเทศก่อนเลือกตั้ง ได้รับการตอบสนองจากมวลมหาประชาชนจำนวนมากที่ออกมาร่วมแสดงพลังใน 7 จุดทั่วเมืองกรุง ขณะที่ในต่างจังหวัดก็มีกลุ่มมวลชนรวมตัวแสดงจุดยืนต้องการให้เดินหน้าเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์นี้ ซึ่ง กกต.ในฐานะหน่วยงานกลางในการจัดการเลือกตั้งก็พยายามทำหน้าที่ให้บรรลุผลสำเร็จ แต่ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองเป็นเรื่องที่ยากลำบากมาก และรัฐบาลเองก็ทราบดีถึงสถานการณ์ว่า ถ้าเดินหน้าสู่วันเลือกตั้งมีอุปสรรคมากมายแน่ และอาจเกิดเหตุวุ่นวายได้ จนต้องเรียกประชุมทุกหน่วยงานเพื่อหารือถึงปัญหา และที่สุดก็ต้องยอมให้การเลือกตั้งเลื่อนออกไป แต่ข้อสำคัญอยู่ที่วิธีการจัดการจะทำอย่างไรเท่านั้น

            ปัจจุบัน ข้อเสนอให้ปฏิรูปประเทศก่อนการเลือกตั้ง ได้เข้ามาเป็นปมสำคัญว่า ประเทศต้องเดินไปในตามแนวทางนี้ใช่หรือไม่ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เนื่องจากระบบเดิมที่เป็นอยู่ได้กัดกร่อนประชาธิปไตยจนบิดเบี้ยวไปจากหลักการ และเป็นสิ่งที่เห็นได้รับรู้ได้ จนที่สุดข้าราชการระดับสูงหลายคนก็อดรนทนไม่ไหวต้องออกมาแสดงจุดยืน คนแรกที่ออกมาคือ นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในนามประชาคมสาธารณสุข ที่ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 3 ไม่รับอำนาจรัฐ เรียกร้องให้รัฐบาลรักษาการลาออก เพื่อเปิดทางให้เกิดการปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง แต่รัฐบาลกลับตอบรับข้อเสนอแนะจากข้าราชการระดับ 11 ท่านนี้ด้วยการสั่ง ศอ.รส.สอบสวน จนเกิดเสียงวิจารณ์มากมายว่า รัฐบาลกดขี่ข้าราชการใช้อำนาจในทางไม่ถูกต้อง

            นอกจากนี้ นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ก็เป็นข้าราชการระดับผู้ใหญ่อีกท่านหนึ่ง ที่เสนอแนะรัฐบาลในการผ่าทางตันวิกฤติประเทศ โดยเห็นว่า การปฏิรูปการเมือง เพื่อจัดทำกติกาใหม่อาจนำไปสู่การแก้ปัญหาความขัดแย้งได้ ส่วนการเลือกตั้งโดยไม่ได้จัดการกับปัญหาพื้นฐานของความขัดแย้ง อาจนำไปสู่ความแตกแยกมากขึ้น ทำนองเดียวกับการปฏิรูปหากผลักดันโดยคู่ขัดแย้ง ไม่สร้างความไว้วางใจหรือข้อตกลงพื้นฐานถึงทิศทางในอนาคตร่วมกัน ย่อมไม่นำไปสู่ความสำเร็จได้ จึงเสนอ “เวทีกลาง” ที่ประกอบด้วยกลุ่มคนที่โดยภาพรวมเป็นที่รับได้ว่าเป็นกลางพอ มาเป็นจุดเริ่มต้นให้คู่ขัดแย้งได้มีโอกาสพูดคุยกัน และจัดทำโรดแม็พ หรือ “เส้นทางสู่การปฏิรูป” และ “หลักประกัน” ที่จะมั่นใจว่าการปฏิรูปจะเกิดได้จริง

            แต่ประเด็นสำคัญที่ยังก้าวข้ามไม่ได้ และเกี่ยวพันโดยตรงในฐานะคู่ขัดแย้ง คือ การเป็นรัฐบาลรักษาการ ซึ่งต้องตระหนักว่า การคงอยู่ในอำนาจรัฐในฐานะรักษาการ ย่อมมีผลต่อความไม่ไว้วางใจของคู่ขัดแย้ง โดยเฉพาะกรอบของการปฏิรูปที่มีผลต่อทุกฝ่าย เพราะต่างมีส่วนได้ส่วนเสีย ดังนั้นตรงนี้เป็นจุดสำคัญและเป็นจุดที่จะแสดงให้เห็นถึงความจริงใจของรัฐบาลว่าต้องการเดินหน้าปฏิรูปประเทศแค่ไหน หรือเป็นแค่การแสดงมายานำปฏิรูปมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อมุ่งไปสู่การหย่อนบัตรเข้าสู่อำนาจ เพราะเห็นได้ชัดจากการประชุมที่รัฐบาลเชิญทุกฝ่ายเกี่ยวข้องมาหารือเลื่อนเลือกตั้ง แต่โดยผลสรุปที่ออกมาไม่นอกเหนือความคาดการณ์ที่จะดันทุรังเลือกตั้งให้ได้ นั่นย่อมแสดงว่า รัฐบาลไม่สนใจข้อเสนอและข้อเรียกร้อง และกำลังเดินสู่ความท้าทายให้เกิดรุนแรง