
ล่อแหลมและละเอียดอ่อน
ล่อแหลมและละเอียดอ่อน : บทบรรณาธิการประจำวันที่15ม.ค.2557
การชุมนุมของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ยังไม่มีท่าทีหรือแนวโน้มว่าจะจบลงอย่างไร ท่ามกลางกระแสความเป็นห่วงทั้งในประเทศและระดับนานาชาติว่า วิกฤติการณ์ในประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่โหมดความรุนแรง หลังจาก กปปส.ประกาศปิดกรุงเทพฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยกระดับการชุมนุมหากข้อเรียกร้องต่างๆ ยังไม่บรรลุตามเป้าหมาย ทำให้เกิดแรงกดดันในทุกภาคส่วนสังคม ธุรกิจต้องหยุดชะงักไปชั่วขณะ ข้าราชการไม่สามารถขับเคลื่อนกลไกรัฐได้ตามปกติ จึงเกิดคำถามว่า บ้านเมืองจะเดินหน้าไปได้หรือไม่ รัฐบาลมีมาตรการดูแลและคลี่คลายวิกฤติครั้งใหญ่นี้อย่างไร ขณะเดียวกันกลุ่มคนเสื้อแดงที่ออกมาเรียกร้องให้เดินหน้าเข้าสู่การเลือกตั้งก็มีโอกาสกระทบกระทั่งกับกลุ่ม กปปส.จนลุกลามถึงขั้นนองเลือดได้
วิกฤติการณ์หนนี้กำลังทำให้การพัฒนาประเทศถอยหลังและหยุดนิ่ง การคมนาคมต่างชะงักงัน 7 จุดที่ตั้งเวทีปิดเมืองหลวง ล้วนมีโอกาสเกิดเหตุรุนแรง สร้างความหวาดกลัวแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะจุดชายขอบเช่นถนนแจ้งวัฒนะ ที่อยู่ใกล้กับพื้นที่คนเสื้อแดง โอกาสปะทะกันได้ตลอดเวลา การที่แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมประกาศสู้ไม่ถอยและจะไม่มีการเจรจากับรัฐบาลนั้น ฝ่ายความมั่นคง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต่างวิเคราะห์ตรงกันว่า อาจมีการยกระดับการชุมนุมเพื่อกดดดันให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่ง และที่สร้างความหนักใจและเป็นจุดล่อแหลมละเอียดอ่อนที่สุดในขณะนี้คือ การที่แกนนำผู้ชุมนุมประกาศปิดวิทยุการบิน ซึ่งเป็นหัวใจของการคมนาคมทางอากาศ การปิดระบบนี้ก็ไม่ต่างกับการปิดสนามบิน แต่มีผลกระทบในวงกว้างมากกว่าเสียด้วยซ้ำเพราะการผ่านน่านฟ้าประเทศไทยและเพื่อนบ้านวิทยุการบินจะมีส่วนสำคัญในการอำนวยความสะดวกการจราจรทางอากาศ ถือว่าเป็นความมั่นคงภายในและความปลอดภัยระหว่างประเทศ ซึ่งมีกฎหมายสากลรองรับ
การสุ่มเสี่ยงที่กลุ่มผู้ชุมนุมจะไปปิดล้อมวิทยุการบิน จึงเป็นเรื่องที่กระทบต่อความเชื่อมั่นในธุรกิจการบิน มีผลโดยตรงต่อธุรกิจท่องเที่ยว เพราะหากการเดินทางเข้าออกประเทศเกิดปัญหา คงไม่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเสี่ยง ผลกระทบทางเศรษฐกิจจะตามมาอีกมากมาย รัฐบาลเองต้องเตรียมมาตรการรองรับ ส่วนกลุ่มผู้ชุมนุมเองต้องคำนึงถึงอนาคตและผลที่จะเกิดขึ้นเป็นวงกว้างจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังหาทางออกไม่ได้จากข้อเรียกร้องต่างๆ ที่ถูกปิดตาย นี่ยังไม่นับในแง่สังคมที่ความแตกแยกของประชาชนเกิดขึ้นทั่วทุกหย่อมหญ้า ความเป็นคนไทยกำลังเจือหายไปกลายเป็นอริศัตรูจากผลประโยชน์ทางการเมือง ความสมัครสมานสามัคคีของคนในชาติจะสิ้นสุดลงโดยไม่มีใครเข้ามาแก้ไขวิกฤตินี้ได้ ความแตกแยกครั้งนี้จะขยายออกจากเมืองไปสู่ชนบท จากนั้นลุกลามไปถึงขนาดไหนแบ่งชาติแบ่งเมืองหรือไม่คงไม่มีใครตอบได้ นอกจากประชาชนและสำนึกของนักการเมือง



