คอลัมนิสต์

การเมืองไทยกับองค์การสหประชาชาติ

การเมืองไทยกับองค์การสหประชาชาติ

14 ม.ค. 2557

การเมืองไทยกับองค์การสหประชาชาติ : โลกสาระจิปาถะ โดยกวี จงกิจถาวร

             ทุกๆ ครั้ง บ้านเรามีปัญหาการเมืองวุ่นวายเรามักจะพูดถึงองค์การสหประชาชาติ หรือยูเอ็น ให้เข้ามาช่วยประเทศไทย เพราะคิดว่ายูเอ็นเป็นองค์การสูงสุดของโลก เวลาเรามีปัญหาอะไร เราจะใฝ่หาอำนาจสูงสุดเข้ามาแก้ไขปัญหาในบ้านเรา

             ที่น่าสนใจคือสื่อไทยมักจะเล่นข่าวและเรื่องแบบนี้ ฟาดหัวข่าวเป็นว่าเล่น โดยไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร จับต้นชนปลายไม่ถูก

             ทำไมคนไทยมักนึกถึงองค์การสหประชาชาติ อาจจะเป็นเพราะประวัติศาสตร์ความเป็นมาของชาติไทยเราคนไทยเป็นชาติอิสระไม่มีใครเข้ามาปกครองทำเป็นอาณานิคมเหมือนกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค ไทยจึงมีเอกลักษณ์พิเศษ บางครั้งเป็นเรื่องยากมากๆ ที่คนต่างประเทศจะเข้าใจได้

             หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ไทยเป็นประเทศเดียวที่เข้าไปอยู่ข้างฝ่ายอักษะที่มีญี่ปุ่นเป็นหัวหอกในเอเชีย โชคดีที่สุดที่ไทยไหวตัวทัน มีขบวนการเสรีไทยเกิดขึ้นมาในสหรัฐอเมริกาที่เข้ามาช่วยกู้ชาติ พลิกเกมทัน ทำให้ประเทศไทยไม่ได้เป็นประเทศผู้แพ้สงคราม มิฉะนั้น ประเทศไทยจะไม่มีสิทธิเข้าเป็นสมาชิกประเทศที่ 46 ขององค์การสหประชาชาติได้อย่างแน่นอนในปี 1946

             หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นพ่ายแพ้สงคราม ถูกบอมบ์ด้วยระเบิดนิวเคลียร์ของสหรัฐอเมริกา ฝ่ายพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่สอง เช่น อังกฤษ โซเวียต ไม่ชอบไทยมากๆ เห็นไทยเป็นประเทศที่ไม่น่าเชื่อถือ ต้องการทำโทษ สั่งสอนไทยและได้เรียกร้องค่าเสียหายสงครามเป็นจำนวนมาก ก่อนที่ประเทศเหล่านี้จะโหวตรับรองฐานะของไทยในการเข้าเป็นสมาชิกยูเอ็น

             จะเห็นว่าการที่ไทยเข้าไปในยูเอ็นในปี 1946 มีความหมายมากที่สุด เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของรัฐไทยและการเมืองไทยในยุคใหม่ เป็นสิ่งที่ดีในยูเอ็น มันช่วยทำให้ไทยมีพวกพ้องในต่างประเทศ โดยเฉพาะในหมู่ประเทศที่เพิ่งได้รับเอกราชใหม่ๆ เช่นอินเดีย อินโดนีเซีย ยูโกสลาเวีย เป็นต้น

             ไทยจึงยังไม่ถูกโดดเดี่ยวในเวทีการเมืองระหว่างประเทศในตอนนั้น เนื่องจากแรงสนับสนุนและอิทธิพลของสหรัฐอเมริกายังมีอยู่ รวมทั้งความช่วยเหลือต่างๆ ที่ไทยได้รับจากสหรัฐอเมริกา จึงไม่แปลกที่ไทยเราต้องมาเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกาหลังจากนั้นไม่นาน ระยะห่างเพียงสิบปี

             ในตอนนั้น ไทยเราต้องเสียหน้าพอสมควร เนื่องจากบรรยากาศในตอนนั้นเป็นช่วงที่มีประเทศด้อยพัฒนาทั่วโลกกำลังได้รับเอกราชตามกันมา มีการจัดการประชุมที่บันดุงเพื่อเฉลิมฉลองประเทศที่ได้รับเอกราช ต่อมามีการก่อตั้งขบวนการไม่ฝักฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ซึ่งไทยได้กลายเป็นสมาชิกในปี 1992

             ในประวัติศาสตรร์ยูเอ็น มีการจารึกถึงบทบาทไทยในสองสามเรื่องโดยเฉพาะในเรื่องการยุติสงครามกลางเมืองในกัมพูชาระหว่างปี 1979-1993 และบทบาททหารไทยในกระบวนการสร้างชาติในติมอร์ตะวันออกในปี 2000

             นอกจากนั้นเป็นเวลาหลายสิบปี ไทยเป็นประเทศที่ร่วมมือกับองค์การสหประชาชาติให้ที่พักพิงกับผู้ลี้ภัยจากประเทศเพื่อนบ้านหลายๆ ล้านคน ซึ่งประวัติศาสตร์แบบนี้ยังไม่มีใครสามารถลบสถิติได้ นอกจากนั้นไทยยังช่วยเหลือทั้งผู้ลี้ภัยมาจากเขมร เวียดนาม ลาว และในขณะนี้ยังมีคนพม่าตกค้างในไทยมากกว่าสี่ล้านคน

             เมื่อประวัติศาสตร์ไทยกับยูเอ็นมีความพัวพันในระดับนี้ จึงไม่แปลกที่คนไทยมักคิดถึงยูเอ็นและต้องการให้มาช่วยแก้ไขปัญหา แต่ความจริงมีอยู่ว่ายูเอ็นทำเช่นนี้ไม่ได้ถ้าสถานการณ์ไม่ได้รุนแรงและส่งผลกระทบกระเทือนต่อภูมิภาคหรือประเทศใกล้เคียง เพราะยูเอ็นมีปัญหาสำคัญที่ต้องเข้าไปดำเนินการจำนวนมากเป็นร้อยๆ เรื่อง

             รัฐบาลชุดนี้แปลกที่มามีนิสัยเอา "ไฟนอกมาสุ่มไฟใน" แบบไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์การทูต ท่าทีการทูตนี้อันตรายมาก เพราะเราอาจจะคุมสถานการณ์ไม่ได้ เรื่องของเรา คนไทยต้องแก้ไขกันเอง วันก่อน รัฐมนตรีต่างประเทศ สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล เรียกร้องให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เข้ามาแทรกแซงเรื่องภายในไทยเพื่อปกป้องรัฐบาลชุดนี้ ยูเอ็นไม่สามารถทำได้
 
             เลขาธิการสหประชาชาติ นายบัน คี มูน ให้ความคิดเห็นขอร้องทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง อย่าใช้ความรุนแรง ย่อมทำได้ แต่ไม่มีสิทธิเข้ามาไกล่เกลี่ยการเมืองภายใน แบบที่สื่อไทยได้เสนอข่าวกัน