
ใครจะพิทักษ์สันติราษฎร์
ใครจะพิทักษ์สันติราษฎร์ : บทบรรณาธิการประจำวันที่14ม.ค.2556
เหตุคนร้ายลอบยิงผู้ชุมนุม กลุ่ม กปปส. หลายต่อหลายครั้ง ตั้งแต่พื้นที่ใกล้เคียงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จนกระทั่งเกิดเหตุลอบยิงการ์ด กปปส.อีกครั้งที่จุดชุมนุมถนนแจ้งวัฒนะ รวมทั้งกลุ่มคนร้ายขับรถเก๋งไปยิงใส่ร้านกาแฟ ที่พรรคประชาธิปัตย์ กำลังจะกลายเป็นเหตุการณ์ปกติ ที่ไม่เพียงผู้คนในสังคมทั่วไปสามารถรับรู้ได้แบบรายวันกันไปแล้ว หากแต่เจ้าหน้าที่ตำรวจเอง ก็ดูจะขาดความกระตือรือร้นที่จะเข้าคลี่คลายคดี รวมทั้งการออกมาตรการที่ชัดเจน เด็ดขาด เพื่อป้องกันเหตุลักษณะนี้ไม่ให้เกิดขึ้นอีก เพราะไม่เพียงทรัพย์สินจะเสียหายแล้ว ยังเป็นอันตรายต่อชีวิตประชาชน
น่าสนใจว่า พฤติการณ์ก่อเหตุของคนร้านบางรายนั้น เมื่อยิงจุดหนึ่งไปแล้ว ยังย้อนกลับมายิงอีกจุดหนึ่งที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน แล้วก็น่าสงสัยด้วยว่า คนร้ายซึ่งก่อเหตุโดยใช้ยานพาหนะ ที่บางครั้งเป็นจักรยานยนต์ บางครั้งเป็นรถกระบะ บางครั้งเป็นรถเก๋ง ซึ่งทุกครั้งที่ก่อเหตุเสร็จ ก็จะเล็ดลอดออกจากโครงข่ายการป้องกันเหตุของเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทุกครั้ง ไม่ว่า ถนนย่านนั้นจะมีกล้องวงจรปิดมากมายเพียงใด มีการตั้งด่านป้องปราม-ตรวจตราของเจ้าหน้าที่ตำรวจหนาแน่น เข้มแข็งเพียงใด คนร้ายที่ก่อเหตุก็หลุดรอดไปได้ทุกครั้ง
ที่ผ่านมามีเหตุปะทะ-กระทบกระทั่งกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจลาจลกับผู้ชุมนุม ซึ่งตำรวจนั้นมาปฏิบัติหน้าที่ป้องกันสถานที่ต่างๆ ตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา เมื่อผู้ชุมนุมพยายามจะฝ่าเข้าไป ก็ย่อมหลีกเลี่ยงการกระทบกระทั่งกันไม่ได้ และเมื่อเกิดการปะทะกันขึ้น ก็อาจมีผู้บาดเจ็บ หรือแรงกว่านั้นก็เกิดเหตุล้มตาย โดยที่ผ่านมาก็มีการเสียชีวิตกันทั้งสองฝ่าย แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า ความเจ็บแค้นที่เกิดขึ้น จะเป็นมูลเหตุจูงใจให้เกิดเหตุลอบทำร้ายการ์ดหรือผู้ชุมนุมรายวันอย่างที่เห็นทุกวันนี้ เพราะไม่มีใครเชื่อว่า ลงได้ชื่อว่า ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์แล้ว จะยอมปล่อยให้ประชาชนถูกทำร้ายต่อหน้าต่อตา หรือปล่อยให้คนร้ายลอบเข้าไปทำร้ายผู้ชุมนุม
แต่เมื่อเหตุการณ์ลอบยิงการ์ด หรือผู้ชุมนุมเกิดขึ้นถี่ ก็มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า อาจเป็นเพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจอ่อนล้า เพราะออกมาปฏิบัติหน้าที่ควบคุมฝูงชนติดต่อกันเป็นเวลานาน หรืออาจเป็นเพราะช่วงนี้เป็นช่วงที่มีการแต่งตั้งโยกย้าย การทำอะไรลงไป แม้กระทั่งการปฏิบัติหน้าที่อาจเกิดการ "ล้ำเส้น" โดยไม่รู้ตัว ซึ่งนั่นจะเป็นอันตรายต่อความก้าวหน้าในอาชีพผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ก็เป็นได้ ขณะที่การชุมนุมในครั้งนี้เกี่ยวพันกับเรื่องการเมือโดยตรง การตัดสินใจบุ่มบ่ามทำอะไรลงไป อาจทำให้ชีวิตต้องหลุดพ้นจากวงโคจรแบบกะทันหัน
ในภาวะที่บ้านเมืองเต็มไปด้วยความแตกแยกเช่นนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งมีทั้งอาวุธ และมีทั้งกฎหมายอยู่ในมือ ควรแสดงให้เห็นว่า ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ในการปกป้องชาติบ้านเมือง และประชาชน ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ล้วนแต่เป็นคนไทยด้วยกันทั้งสิ้น ในฐานะผู้นำหน่วย พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่จะต้องแสดงท่าทีและออกมาตรการที่ชัดเจนในกรอบที่ตำรวจพึงกระทำในการปกป้องรักษาความปลอดภัยของประชาชน โดยไม่อาจเลือกดูแลเฉพาะกลุ่มใด สีใด เพื่อให้สมกับที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างแท้จริง



