
ปิดกรุงเทพฯ
ปิดกรุงเทพฯ : บทบรรณาธิการประจำวันจันทร์ที่ 13 มกราคม 2557
ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผนของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(กปปส.) โดยการนำของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการกปปส. กรุงเทพมหานครนับจากเช้าวันจันทร์ที่ 13 มกราคม 2556 จะถูกอัดแน่นไว้ด้วยความสับสนอลหม่าน และความตึงเครียดในแทบทุกด้านทั้งทางกายภาพ และอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนจากมาตรการปิดกรุงเทพฯ เพื่อกดดันให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ลาออกจากรักษาการนายกรัฐมนตรีเพื่อเปิดทางให้ปฏิรูปประเทศก่อนการเลือกตั้ง โดยที่ทุกชีวิตไม่มีใครรู้แน่ชัดว่า ชั่วโมงข้างหน้า หรือวันต่อไป จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง สถานการณ์จะเลวร้ายยิ่งขึ้น หรือคลี่คลายลง จะพูดว่าอนาคตของชาติต้องดูกันแบบวันต่อวันเลยก็ว่าได้
อย่างไรก็ตาม ระยะเวลานับจากที่นายสุเทพ ประกาศมาตรการปิดกรุงเทพฯ ที่ทอดยาวนานถึง 12 วันเต็มนั้น กระบวนการในการเจรจาเพื่อหาทางออกแทบจะไม่คืบหน้าไปสักเท่าไร มีแต่เพียงกลวิธีหรือยุทธศาสตร์ต่างๆ ที่ทั้งสองฝ่ายนำมาใช้ โดยเฉพาะมาตรการที่ถูกประกาศออกมานั้นกลายเป็น "เดิมพัน" ราคาแพงที่รัฐบาลเองก็ดูเหมือนจะลืมหน้าที่ของตนเอง ดำรงสถานะเป็นคู่ขัดแย้ง รอดูว่าสถานการณ์ในวันนั้นจะเป็นเช่นไร แล้วจึงค่อยกำหนดท่าทีต่อไป ด้วยความเชื่อที่ว่า การปิดกรุงเทพฯ จะทำให้คนนับล้านคนได้รับผลกระทบกันอย่างถ้วนหน้า ส่งผลให้กระแสตีกลับ ซึ่งในที่สุด มวลชนของกปปส.ก็จะต้องถอยทัพเลิกรากันไปเอง ขณะที่ฟากฝั่งกปปส.เองกลับเชื่อมั่นว่าจะมีมวลชนเข้าร่วมอย่างมืดฟ้ามัวดิน นั่นหมายถึงชัยชนะเหนือรัฐบาลยิ่งลักษณ์
อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์แหลมคมเช่นนี้ ได้เกิดกระแสข่าวลือ "รัฐประหาร" เพื่อไม่ให้เกิดปรากฏการณ์ปิดกรุงเทพฯ แพร่กระจายไปทุกหย่อมหญ้า ทุกวงการ ไม่เว้นแม้ชาวบ้านร้านตลาด ทั้งๆ ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ได้ยืนยันแข็งขันมาก่อนหน้าว่า "ไม่มีเหตุ" ที่ทหารจะทำปฏิวัติ สอดรับกับความเชื่ออีกกระแสหนึ่งว่า ถ้าหากทหารเอาปืนเอารถถังออกมาล้มอำนาจรัฐ กองทัพนั่นเองจะตกเป็นจำเลยของสังคม ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนก็ตาม แต่นั่นก็หาใช่หลักประกันร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะถ้าหากสถานการณ์ดำเนินไปถึงขั้นนองเลือด ประชาชนลุกขึ้นมาฆ่าฟันกันนั้น พล.อ.ประยุทธ์ เคยลั่นวาจาเอาไว้ว่า โดยหลักการแล้วรัฐบาลจะต้องรับผิดชอบ โดยที่ไม่มีใครคาดหมายได้ว่า บทบาทของทหารนับจากนั้นจะออกมาในรูปแบบใด
เมื่อถึงวันดีเดย์ปิดกรุงเทพฯ มีผู้คาดการณ์กันไว้มากพอสมควรว่า สุ่มเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะกันขึ้นได้ โดยเฉพาะในบางจุดที่มีประชาชนและผู้ประกอบการที่ไม่พอใจกปปส. ซึ่งได้ออกมาแสดงปฏิกิริยาก่อนหน้านี้แล้ว ทั้งนี้ ยังไม่นับรวมความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงในต่างจังหวัดและเขตปริมณฑลทุกทิศทาง รัฐบาลในฐานะผู้กุมอำนาจรัฐมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบโดยตรง จะต้องหยุดการกระทำในลักษณะ "คู่ขัดแย้ง" แล้วหันกลับมาทำหน้าที่คลี่คลายสถานการณ์ให้ผ่านพ้นไปโดยไม่เกิดความรุนแรงขึ้น ซึ่งนั่นก็จะเป็นการสนองตอบต่อข้อเรียกร้องที่ไม่ต้องการให้เกิดการรัฐประหารขึ้นในประเทศไทยอีกครั้ง อีกทางหนึ่งด้วย



