
ปฏิรูป'ประชานิยม'
ปฏิรูป'ประชานิยม' : บทบรรณาธิการประจำวันที่9ม.ค.2556
โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ได้กลายเป็นปัญหาเนื่องจากงบที่ต้องใช้จ่ายให้แก่กลุ่มเกษตรกรปลูกข้าวเกิดการสะดุด ไม่สามารถจ่ายเงินให้ได้แม้ชาวนาจะได้รับใบประทวนไปแล้วก็ตาม จนถึงขั้นกลุ่มชาวนาหลายจังหวัดรวมตัวประท้วงปิดถนนเรียกร้องให้รัฐจ่ายเงินเพราะเดือดร้อนอย่างมากและเตรียมยกระดับขับไล่รัฐบาล ซึ่งนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และรมว.คลัง ได้ออกมาชี้แจงว่าฤดูกาลผลิตปี 2556/2557 จากเดิมตั้งกรอบทั้งนาปีและนาปรังวงเงิน 2.7 แสนล้านบาท ปรากฏว่าตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่ผ่านมาที่เริ่มโครงการมีข้าวเข้ามาจำนำแล้ว 9 ล้านตัน คาดว่าจนสิ้นฤดูจะมี 14-15 ล้านตัน ดังนั้น ข้าวนาปีจะใช้เงินไม่เกิน 1.3 แสนล้านบาท ส่วนข้าวนาปรังจะมีหรือไม่ต้องขึ้นอยู่กับรัฐบาลชุดต่อไป
สิ่งที่สะท้อนจากตัวเลขปิดบัญชีเมื่อ 31 ธันวาคม ที่ผ่านมา สำหรับการใช้เงินกู้ปีที่แล้วในกรอบวงเงิน 5 แสนล้านบาท หลังจากได้นำเงินจากการระบายข้าว และการจัดสรรงบประมาณชดเชยคืนให้แก่ ธ.ก.ส.ปรากฏว่ายอดใช้เงินปิดปัญชีอยู่ที่ 460,000 ล้านบาท โดยกระทรวงการคลังยังมีวงเงินคงเหลือสามารถกู้เงินเพื่อใช้หมุนเวียนได้อีก 13,224 ล้านบาท ขณะที่ ธ.ก.ส.มีวงเงินคงเหลือสามารถใช้ได้อีก 22,951 ล้านบาท จากกรอบวงเงิน 9 หมื่นล้านบาทที่รัฐให้ใช้สภาพคล่องของธนาคารนำไปใช้จ่ายในโครงการจำนำข้าว ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ส่งเงินเข้าจนถึงเดือนธันวาคม 2556 รวมทั้งสิ้น 1.8 แสนล้านบาท นั่นทำให้เห็นว่าการระบายข้าวที่รัฐเคยการันตีว่าจะทำได้และนำมาใช้หมุนเวียนโครงการไม่เกิดขึ้นจริง แต่กลับต้องกู้ใหม่ถึง 1.3 แสนล้านบาท
การที่พรรคการเมืองนำนโยบายประชานิยมมาเป็นเครื่องมือในการสร้างคะแนนเสียง เป็นสิ่งที่ไม่ผิด หากนโยบายดังกล่าวก่อประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศ แต่หากมีผลกระทบต่อฐานะการเงินการคลังและมีข้อเคลือบแคลงเรื่องความโปร่งใส ย่อมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่พรรคการเมืองเจ้าของนโยบายต้องรับผิดชอบด้วย ซึ่งกรณีโครงการรับจำนำข้าวย่อมเห็นทิศทางอยู่แล้วว่าจะเกิดอะไรกับประเทศ โดยเฉพาะตัวเลขขาดทุนจากโครงการก็ยังไม่มีความชัดเจน เพราะรัฐบาลอ้างการระบายข้าวยังไม่หมด ขณะที่สหภาพ ธ.ก.ส.ก็ได้ออกมาขยับแล้ว โดยแสดงความเห็นคัดค้านที่รัฐบาลสั่งให้ธนาคารใช้เงินสภาพคล่องของแบงก์จ่ายเงินจำนำข้าวไปก่อน เพราะส่งผลต่อเสถียรภาพความมั่นคงทางการเงินของธนาคารด้วย
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ โดย ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานทีดีอาร์ไอ ได้เผยแพร่บทความ "เราจะอยู่กับประชานิยมกันอย่างไร ไม่ให้วิกฤติ" ได้เสนอทางออกไว้หลายประการ และควรจะเป็นเรื่องที่ทุกหน่วยงานนำไปพิจารณา ข้อเสนอคือ ว่า 1.ต้องลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ด้วยการให้สวัสดิการสังคมที่ดี และการศึกษาที่มีคุณภาพที่จะทำให้คนไม่ต้องรอพึ่งรัฐบาลอยู่ร่ำไป 2.สร้างวินัยทางการคลัง จำกัดการขาดดุลของรัฐ โดยออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ มาตรา 167 และ 3.ควรตั้งสำนักงบประมาณของรัฐสภา ขึ้นมาสนับสนุนรัฐสภาในการพิจารณางบประมาณและให้ข้อมูลแก่สาธารณะ ซึ่งถือว่าเป็นการปิดช่องโหว่และตรวจสอบนโยบายประชานิยมของพรรคการเมืองที่ไม่สนใจความล่มจมของชาติ มุ่งแต่ฐานคะแนนเสียง



