คอลัมนิสต์

หรือเป็นได้แค่วาทกรรม

หรือเป็นได้แค่วาทกรรม

06 ม.ค. 2557

หรือเป็นได้แค่วาทกรรม : บทบรรณาธิการประจำวันจันทร์ที่ 6 มกราคม 2557

              การเดินขบวนเชิญชวนประชาชนร่วมปิดกรุงเทพฯ ของผู้ชุมนุม นำโดยคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ผ่านย่านปากคลองตลาด พาหุรัด เจริญกรุง เมื่อช่วงสายวันอาทิตย์ ที่ปรากฏภาพประชาชนออกมาต้อนรับตลอดสองข้างทาง และหลายคนได้ร่วมกันบริจาคเงินผ่านทางนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ทำให้พอคาดหมายได้ว่า การชุมนุมปิดกรุงเทพฯ ในวันจันทร์ที่ 13 มกราคม จะมีผู้เข้าร่วมไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการชุมนุมหลายครั้งที่ผ่านมา นั่นย่อมเป็น "น้ำเลี้ยง" ให้กปปส.และนายสุเทพ เดินหน้าผลักดันให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ลาออกจากการทำหน้าที่รักษาการ เพื่อเปิดทางให้เกิดการปฏิรูปการเมืองก่อนที่จะมีการเลือกตั้งต่อไปอย่างเข้มข้น

              ขณะที่นายกรัฐมนตรีก็แสดงท่าทีเหมือนเช่นที่ได้ยืนกรานตลอดมา ล่าสุดได้โพสต์ในเฟซบุ๊กว่า "นับวันปัญหาของประเทศจะยิ่งมีความซับซ้อนขึ้นไปเรื่อยๆ การแก้ปัญหาต่างๆ ก็ไม่สามารถแก้ได้ในวันเดียว ยอมรับว่าการเลือกตั้งก็อาจจะไม่ใช่ยาขนานเอกที่แก้ทุกอย่างได้ทันที แต่การเลือกตั้งคือยาที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย ซึ่งก็ต้องปฏิรูปประเทศ การเตรียมความพร้อมของท้องถิ่นควบคู่กันไปด้วย อยากให้หันหน้ามาคุยกัน ต่างความคิดเห็นไม่จำเป็นต้องแตกแยก ไม่อยากให้ความขัดแย้งตกไปสู่รุ่นลูกหลานอีกต่อไป" โดยที่อีกบทบาทหนึ่ง นายกรัฐมนตรีเองก็ออกเดินสายแสวงหาความร่วมมือเพื่อการปฏิรูปประเทศเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่บุคคลในศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ของรัฐบาลและรัฐมนตรีบางคนกลับออกอาการท้าตีท้าต่อยกับอีกฝ่ายอย่างถึงลูกถึงคน สวนทางกับที่นายกรัฐมนตรีพูดไว้โดยสิ้นเชิง

              อย่างไรก็ตาม นอกจากโครงสร้างคณะกรรมการสภาปฏิรูปที่นายกรัฐมนตรีนำเสนอมาก่อนหน้านี้จะไม่ได้รับการตอบรับแล้ว จะต้องไม่ลืมว่า ตัวนายกรัฐมนตรีเองนั้น ก็เป็นหนึ่ง หรือเรียกให้ตรงกว่านั้นก็คือ เป็นแกนหลักของคู่ขัดแย้ง โดยเฉพาะสถานภาพที่ไม่อาจปฏิเสธคือ ความเป็นน้องสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และสายสัมพันธ์ในครอบครัวชินวัตรทั้งหมด ที่ถูกอีกฝ่ายหนึ่งจัดให้เป็นหัวขบวนของระบอบทักษิณ จึงยิ่งทำให้นายกรัฐมนตรีขาดความน่าเชื่อถืออยู่ในตัวเอง เช่นนี้แล้ว น้ำเสียงที่ออกมาเรียกร้องให้หันหน้ามาคุยกันเพื่อยุติความแตกแยก รวมทั้งใช้ "ยาดีที่สุด" คือการเลือกตั้งแก้ข้อขัดแย้งตามระบอบประชาธิปไตย จึงไม่หนักแน่นเพียงพอที่จะหยุดยั้งพลังขับเคลื่อนมวลชนต่อต้านอำนาจรัฐลงได้

              ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนก็ได้เสนอตัวเป็นเจ้าภาพเปิดเวทีกลางเพื่อปฏิรูปประเทศดังที่ได้เคยเสนอมาก่อนหน้า แต่ไม่ได้รับการตอบรับ เพราะฝ่ายรัฐบาลเองกลับชิงเสนอสภาปฏิรูปซ้อนขึ้นมา ก็น่าจะเป็นทางออกที่ดีอีกแนวทางหนึ่ง เพราะถ้าหากรัฐบาลเพียงมุ่งหวังจะใช้การเลือกตั้งดังว่า "เป็นยาดีที่สุด" โดยไม่ได้ให้ความจริงใจกับการปฏิรูปประเทศที่พิสูจน์ให้เห็นได้ เลือกตั้งอีกกี่ครั้งปัญหาก็ยังไม่จบ หากแต่กลับจะยิ่งรุนแรงมากขึ้นได้ ถ้าฝ่ายรัฐบาลยังมีวาระซ่อนเร้นที่จะใช้เสียงข้างมากเพื่อเอาชนะคะคานอีกฝ่าย เหมือนเช่นที่ผ่านมา การ "ปฏิรูปประเทศ" ก็จะเป็นจริงได้แค่เพียงวาทกรรมทางการเมืองเท่านั้น