
ฝ่ามรสุมการเมืองร้อน
ฝ่ามรสุมการเมืองร้อน : บทบรรณาธิการประจำวันศุกร์ที่ 3 มกราคม 2557
หลังเทศกาลเฉลิมฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ที่ช่วยเยียวยาให้คนไทยบรรเทาจากอาการเครียดลงไปได้ไม่ถึงสัปดาห์ ก็ต้องกลับมาเผชิญกับสถานการณ์ร้อนแรงอีกครั้ง ด้วยเหตุที่ "ระเบิดเวลา" การเมืองไม่ได้ถูกปลดชนวนออกแต่อย่างใด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยังไม่มีสัญญาณตอบรับในทางบวกมากเพียงพอจากฝ่ายการเมือง ดังเช่นที่ปรากฏภาพความพยายามผลักดันให้การสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. ทั้งระบบบัญชีรายชื่อ และระบบเขต ผ่านพ้น เพื่อเข้าสู่สนามเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ขณะที่มวลชนของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ได้ดำเนินความพยายามเข้าขัดขวาง กระทั่งไม่สามารถรับสมัครได้ใน 28 เขตเลือกตั้ง
เมื่อกางปฏิทินเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในห้วงเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ข้างหน้านี้แล้ว ทุกคนคงรู้สึกใจหายใจคว่ำไปตามๆ กัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เริ่มเดินเชิญคนเข้าร่วมชุมนุมปิดกรุงเทพฯ ขณะที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำคนเสื้อแดงก็เริ่มอุ่นเครื่องตอบโต้เช่นกัน วันที่ 7 มกราคม คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ประชุม เพื่อลงมติว่าจะแจ้งข้อกล่าวหา ส.ส.และส.ว.381 คน กรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มา ส.ว.หรือไม่ ตามติดด้วยศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท และวันที่ 13 มกราคม ก็ถึงกำหนดนัดที่นายสุเทพประกาศปิดกรุงเทพฯ ขณะที่นายจตุพรประกาศว่าจะระดมคนเสื้อแดงมาเปิดกรุงเทพฯ ในวันเดียวกัน
บรรยากาศการเมืองอันร้อนแรงเช่นนี้ ส่งผลทันทีในเช้าเปิดทำการวันแรกปี 2557 ของตลาดหุ้น ที่ปิดตลาดดัชนีร่วงไปที่ 67 จุด นั่นยังไม่นับรวมความสุ่มเสี่ยงแทบทุกวันตามระบุในปฏิทินการเมือง ซ้ำร้าย สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ยังเตรียมเสนอรัฐบาลให้ใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 เท่ากับตอกย้ำว่า "ฝ่ายข่าว" ของรัฐบาลประเมินแล้วว่า อาจเกิดสถานการณ์รุนแรงขึ้นได้ เพียงแต่ว่าผู้บัญชาการเหล่าทัพไม่เห็นด้วยเท่านั้น ขณะที่องค์กรอิสระ 3 องค์กร คือ ป.ป.ช. กกต. และศาลรัฐธรรมนูญ กำลังพิจารณา "เรื่องใหญ่" ก็มีแรงกดดันจากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยอย่างหนัก สรุปโดยภาพรวมก็คือ นับจากนี้กลเกมยุทธวิธีต่างๆ จะถูกนำมาใช้อย่างไม่ยั้งมือ เพื่อจุดหมายปลายทางเอาชนะอีกฝ่ายหนึ่งอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม การชุมนุมและเดินขบวนของมวลชนโดยการนำของ กปปส.ที่ผ่านมา 3 ครั้ง คือ วันที่ 24 พฤศจิกายน, 9 ธันวาคม และ 22 ธันวาคม ได้แสดงให้เห็นว่า เป็นการรวมพลังเพื่อแสดงออกทางการเมืองโดยไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น แต่สำหรับการนัดหมายวันที่ 13 มกราคม ที่ผู้ชุมนุมจะกระจายกันไปปิดถนนทั่วกรุงเทพฯ จนหวั่นเกรงกันว่าจะเกิดการเผชิญหน้าและปะทะกันขึ้นได้ โดยเฉพาะเมื่อนายจตุพรซึ่งเป็นฝ่ายสนับสนุนรัฐบาล ประกาศนำคนเสื้อแดงเข้ามาต่อสู้ "แตกหัก" สภาพเช่นนี้ ถ้าหากรัฐบาลมุ่งแต่เอาตัวเองเข้าไปเป็นคู่ขัดแย้ง โดยหลงลืมหน้าที่ในอันที่จะอำนวยความสงบสุขในชาติบ้านเมืองเสียแล้ว ประเทศไทยย่อมใกล้จะเกิดสงครามกลางเมืองอย่างยากจะหลีกเลี่ยง รัฐบาลพึงตระหนักว่า ไม่มีใครในชาติอยากจะให้เกิดขึ้น



