
ประเทศแห่ง'การปฏิรูปประเทศ'
ประเทศแห่ง'การปฏิรูปประเทศ' : มนุษย์สองหน้า โดยแคน สาริกา
เริ่มต้นศักราชใหม่ ในความขัดแย้งอันยืดยาวมาตั้งแต่ปลาย พ.ศ.ที่แล้ว และกระทั่งวันนี้ ก็ยังไม่มีใครทราบว่ามันจะจบลงอย่างไร?
ข้อเรียกร้องของ "กำนันสุเทพ" และมวลมหาประชาชนคือ ต้องปฏิรูปประเทศก่อนเลือกตั้ง จึงทำให้วาทกรรม "ปฏิรูป" กลับมาสู่เวทีการถกเถียงระดับประเทศอีกครั้งหนึ่ง
หากพิจารณาเกี่ยวกับ "หลักคิด" ในการเรียกร้องให้มีการปฏิรูปประเทศของฝ่ายกำนันสุเทพ ก็จะดูจะคลับคล้ายคลับคลาหลักการสำคัญใน "แผนพัฒนาประชาธิปไตย 12 ปี" ของ ธานินทร์ กรัยวิเชียร อดีตนายกรัฐมนตรี
หลักการที่ว่านั้น เช่น "ดำเนินงานทุกสิ่งทุกอย่างให้เป็นไปตามวิถีทางของระบอบประชาธิปไตย", "สร้างรากฐานประชาธิปไตย โดยส่งเสริมคนดี", "ทุกคนในคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินซึ่งเป็นฝ่ายทหารต้องมีอุดมการณ์แน่วแน่ กระทำการเพื่อความอยู่รอดของชาติและความผาสุกของประชาชน ไม่ปรารถนาสิ่งตอบแทนเป็นการส่วนตัว" ฯลฯ
โมเดลปฏิรูปประเทศ 12 ปีของอาจารย์ธานินทร์ เริ่มจากทหารยึดอำนาจ แล้วแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ที่มาจากพลเรือน และเป็นคนที่เลื่อมใสต่อระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งอาจารย์ธานินทร์ ก็รับตำแหน่งนายกฯ ตามคำเชิญของคณะนายทหาร
อาจารย์ธานินทร์ตั้ง "สภาปฏิรูป" จากบุคคลสาขาอาชีพต่างๆ และรัฐบาลชั่วคราว โดยสภาปฏิรูปจะอยู่ในตำแหน่ง 4 ปี จึงให้มีการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร นี่เป็นโครงการแรก
แผนพัฒนาประชาธิปไตยโครงการ 2 ยังให้มี "วุฒิสภา" ที่มาจากการแต่งตั้งและมีอำนาจเท่ากันดำรงอยู่อีกอย่างน้อย 4 ปี และขยายอำนาจของ "สภาผู้แทนราษฎร" ให้มากขึ้นและลดอำนาจของวุฒิสภาลงเท่าที่จะทำได้ ในห้วงเวลา 4 ปีสุดท้ายของแผนพัฒนาประชาธิปไตยให้สมบูรณ์ 12 ปี
แต่แผนปฏิรูปของกำนันสุเทพ ขอเวลาแค่ 1-2 ปี จัดการให้มีสภาประชาชน และเลือก "คนดี" มาเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งสภาประชาชนจะทำหน้าที่เป็นสภานิติบัญญัติ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งทั่วไป
อย่างไรก็ตาม แผนพัฒนาประชาธิปไตยของอาจารย์ธานินทร์ ไปไม่ถึงปลายฝัน เมื่อคณะทหารยึดอำนาจอีกครั้ง เพราะเล็งเห็นว่า แผนแม่บทของอาจารย์ธานินทร์ ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์การเมืองในเวลานั้น
ล่วงมาถึงปี 2538 บรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรีสมัยนั้น จึงรับธงปฏิรูปการเมืองของ นพ.ประเวศ วะสี มาทำต่อ จนมีการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่คือ "รัฐธรรมนูญ 2540" ที่บรรดานักเลือกตั้งกล้ำกลืนฝืนทนยกมือให้ผ่านสภา ท่ามกลางเสียงไชโยโห่ร้องของคนชั้นกลาง หรือ "ขบวนการธงเขียว"
ไม่น่าเชื่อ 19 กันยายน 2549 คณะรัฐประหารจะฉีกรัฐธรรมนูญ 2540 ตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลและมีการแต่งตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญอีกครั้ง จนได้ "รัฐธรรมนูญ 2550" อีกหนึ่งฉบับที่ผ่านการลงประชามติของคนทั้งประเทศ
แม้มีการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2551 แต่ความวุ่นวายก็ไม่จบสิ้น จนเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองหลายครั้ง และในช่วงรัฐบาลอภิสิทธิ์ ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูป 2 ชุดคือ "คณะกรรมการปฏิรูป" (คปร.) มีอดีตนายกฯ อานันท์ เป็นประธาน และ "คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป" (คสป.) มี "หมอประเวศ" เป็นประธาน
เมื่อทำงานครบ 10 เดือน คณะกรรมการปฏิรูป ได้เสนอแนวทางการปฏิรูปคือ 1.จัดสรรทรัพยากรได้อย่างเต็มที่ และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย 2.ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด 3.บริหารเศรษฐกิจเจริญเติบโตต่อเนื่อง เกิดเสถียรภาพ 4.การกระจายการปันผลเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรม และต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ
ขณะที่คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป ของหมอประเวศ ยื่นข้อเสนอให้ปฏิรูป 9 ข้อ และยังทำงานต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้
เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา ไม่มีพรรคการเมืองไหนสนใจข้อเสนอเหล่านี้ ผู้คนส่วนใหญ่ก็ไม่อินังขังขอบ กระทั่งเกิดการชุมนุมใหญ่ของมวลมหาประชาชน จึงมีการถกแถลงเรื่องการปฏิรูปประเทศไทยอีกครั้งในสังคมไทย
ปลายปีที่แล้ว รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ก็เสนอโมเดล "สภาปฏิรูปประเทศ" แบบปัจจุบันทันด่วน โดยให้มีตัวแทนสาขาอาชีพ 2,000 คน มาเลือกสมาชิกสภาปฏิรูป 499 คน
ตัวแทนสาขาอาชีพนั้น จะมีคณะกรรมการสรรหา 11 คน ประกอบด้วยภาคเอกชน ภาควิชาการ ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) รวมทั้งกองทัพ โดยให้คนเหล่านี้มาวางกรอบตัวแทนสาขาอาชีพ
หลังจากได้สภาปฏิรูปประเทศ ก็จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยตามการเรียกร้องของทุกฝ่าย และสุดท้าย พรรคการเมืองต้องลงสัตยาบันว่า จะเดินหน้าปฏิรูปประเทศไม่บิดพลิ้ว
จากแผนพัฒนาประชาธิปไตยของอาจารย์ธานินทร์... 40 ปีผ่านไป ประเทศไทยยังวนอยู่กับความขัดแย้งเรื่อง "ปฏิรูปประเทศ" จึงสมควรได้รับการเรียกขานว่า ประเทศแห่งการปฏิรูปอันยืดเยื้อยาวนาน



