
ร่วมมือลดอุบัติเหตุให้ได้
ร่วมมือลดอุบัติเหตุให้ได้ : บทบรรณาธิการประจำวันพฤหัสฯที่ 2 มกราคม 2557
กลายเป็นเสมือนประเพณีหรือกิจกรรมที่ภาครัฐต้องจัดรณรงค์ป้องกันและลดอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลปีใหม่ต่อเนื่องกันมา หรือจะเรียกอย่างภาษาที่คนทั่วไปเข้าใจง่ายๆ คือ ช่วง 7 วันอันตรายที่มีการเฉลิมฉลองและเดินทางท่องเที่ยว รวมทั้งกลับภูมิลำเนาในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ส่งผลให้การจราจรแน่นขนัดทุกเส้นทางถนนสายหลักเกือบทุกภาค แต่การรณรงค์ที่กลายเป็นงานประจำของภาครัฐนั้น กลับสวนทางกับสถิติที่มีแต่สูงขึ้น และอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุไม่ได้น้อยลง ทั้งที่หน่วยงานเกี่ยวข้องทุกฝ่ายต่างทราบถึงสาเหตุใหญ่ของการเกิดอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลดังกล่าว แต่เป็นที่น่าแปลกใจว่าทำไมจึงลดลงไม่ได้ จึงเป็นปัญหาที่ภาครัฐควรเปลี่ยนวิธีคิดตลอดจนการปฏิบัติ เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายให้ได้ ไม่ควรนิ่งดูดายทำเพียงแค่พิธีกรรม
จากการรวบรวมของศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ปีนี้ พบว่าเพียงแค่วันที่สี่ของ 7 วันอันตราย ยอดสะสมของผู้เสียชีวิต 209 ราย เมื่อเทียบกับปีใหม่ 2556 เสียชีวิต 201 ราย เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.98 ส่วนผู้บาดเจ็บ 1,931 คน ขณะที่ช่วงปีใหม่ 2556 บาดเจ็บ 1,897 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.79 สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ยังเป็นเรื่องเดิมๆ คือ เมาสุรา ร้อยละ 44.76 ขับรถเร็วเกินกำหนด ร้อยละ 23.39 และยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ก็ยังเป็นรถจักรยานยนต์ ร้อยละ 79.65 เช่นเดิมเหมือนทุกปี นอกจากนี้ที่น่าเศร้าเสียใจ ผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มวัยแรงงาน ถึงร้อยละ 55.01 ตามด้วยกลุ่มเด็กและเยาวชน ร้อยละ 26.15 ซึ่งถือได้ว่าเป็นการสูญเสียทรัพยากรบุคคลของประเทศไปอย่างน่าเสียดาย
การทำงานของภาครัฐที่ได้กำชับให้ทุกจังหวัดจัดตั้งจุดตรวจ จุดสกัดบนเส้นทางทั้งถนนสายหลักรวมถึงถนนสายรอง และลงลึกถึงระดับตำบล หมู่บ้าน ไม่ยกเว้นแม้แต่พื้นที่โดยรอบสถานที่จัดงานช่วงปีใหม่ สถานบันเทิง เพื่อคุมเข้มความปลอดภัยในการขับขี่ โดยเฉพาะการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ พร้อมควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในขณะขับขี่หรือโดยสารในรถ แต่ในทางปฏิบัติไม่ทราบว่าดำเนินการจริงจังแค่ไหน เพราะข้อเท็จจริงนั้นได้เป็นช่องโหว่ให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้ช่องทางดังกล่าวเรียกรับผลประโยชน์ จนเป็นปัญหาซ้อนปัญหาที่ยังแก้ไขไม่ได้หมด ทั้งที่การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ต้องเคร่งครัดและยึดความสื่อสัตย์สุจริตในการทำหน้าที่ ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้แก้ไขปัญหาบรรเทาลงได้ จึงจำเป็นต้องใส่ใจตรงจุดนี้และหาทางจัดการให้ได้
อีกทั้งภาครัฐจำเป็นต้องสร้างจิตสำนึกให้ภาคส่วนต่างๆ เกิดความร่วมมือต่อส่วนรวมในการช่วยเหลือให้ได้ เพราะปัจจุบันมีการค้นพบกลวิธีต่างๆ ในการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเทศกาลรื่นเริง ทั้งการขายเกินเวลา ขายให้แก่เยาวชนที่อายุต่ำกว่ากฎหมายกำหนดไว้ และสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ได้เปิดเผยถึงการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แบบส่งเสริมการขาย เช่น การจัดบุฟเฟ่ต์เบียร์ดื่มได้ไม่อั้น ซึ่งพบว่ามีเปิดขายกันมากขึ้น และมีผลส่งเสริมให้การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สูงขึ้นด้วย ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุจราจร ดังนั้นการคุมเข้มและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังอาจไม่เพียงพอ ภาครัฐต้องสร้างความร่วมมือและสร้างสำนึกความตระหนักต่อส่วนรวมให้เกิดขึ้นควบคู่ไปด้วย



