คอลัมนิสต์

จะเขียนประวัติศาสตร์แบบไหน

จะเขียนประวัติศาสตร์แบบไหน

31 ธ.ค. 2556

จะเขียนประวัติศาสตร์แบบไหน : บทบรรณาธิการประจำวันที่31ธ.ค.2556

               ในภาวะที่บ้านเมืองเต็มไปด้วยความตึงเครียด ความขัดแย้งจากความเห็นที่แตกต่างกระจายไปทั่วทุกมุมเมือง ไม่ว่าใครก็ตามต่างก็มีโอกาสที่จะไปเพิ่มดีกรีความร้อนแรงของความขัดแย้งได้ทุกเมื่อ ขณะเดียวกันทุกคนในบ้านเมืองก็มีโอกาสที่จะช่วยกันลดกระแสความรุนแรงดังกล่าวได้ด้วยเช่นกัน เพียงแต่คิดและทำในสิ่งที่ถูกที่ควร ที่ไม่ได้ละเมิดกฎหมาย หรือที่บังคับใช้กฎหมายให้เป็นไปตามครรลองคลองธรรม ไม่มีการลูบหน้าปะจมูก หรือสร้างเรื่องสร้างข่าวให้ความขัดแย้งเพิ่มมากขึ้น

               ที่ผ่านมาแม้จะเป็นในนามของ ศอ.รส. หน่วยงานที่ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อดูแลความสงบเรียบร้อยภายหลังเกิดการชุมนุมต่อต้านรัฐบาล แต่เจ้าหน้าที่ที่เข้าไปบริหารงาน ทั้งการบังคับใช้กฎหมาย การให้ข่าว รวมทั้งการป้องกันและรักษาความปลอดภัยของประชาชนเกือบ 100% เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ที่ผ่านมาการแถลงหรือการให้ข่าวของ ศอ.รส.มักจะถูกวิพากษ์วิจารณ์จากผู้คนในสังคมอย่างกว้างขวาง ทั้งในเรื่องข้อเท็จจริง และความเป็นกลาง ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ควรจะเป็นในฐานะที่เป็นหน่วยงานราชการหน่วยงานหนึ่ง

               การให้ข่าวสารแก่ประชาชนนั้น ในความเป็นจริงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะประชาชนคนส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในสถานที่เกิดเหตุ โดยเฉพาะสถานที่ชุมนุม ข้อมูลข่าวสารที่ออกมาจะมีผลต่อการตัดสินใจ ที่บางครั้งอาจนำไปสูการเลือกข้าง หรือการแสดงความรัก ความชัง จนอาจไปถึงความแตกแยกทั้งที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น เพราะประชาชนเหล่านั้น หลายส่วนอาจไม่ได้อยู่ในจุดที่ควรจะขัดแย้งเลย แต่เมื่อได้ข่าวสารที่โน้มเอนไปข้างใดข้างหนึ่ง กล่าวหา หรือป้ายสีให้อีกฝ่ายกลายเป็นคนที่ละเมิดกฎหมาย หรือบางครั้งการรายงานจำนวนคนที่มาชุมนุมเพียงหยิบมือ ก็มากพอที่จะทำให้ผู้คนที่ไม่ได้สัมผัสกับภาพหรือสถานที่จริงเข้าใจผิดในเรื่องของความชอบธรรมของการมาชุมนุม

               สำหรับการบังคับใช้กฎหมายก็เช่นกัน ในสภาวะที่บ้านเมืองเต็มไปด้วยความขัดแย้งเช่นนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ก็เคยให้สัมภาษณ์มาแล้วว่า การบังคับใช้กฎหมายจะต้องใช้ความระมัดระวัง การจับกุมคุมขังผู้ชุมนุมจะต้องละเอียดรอบคอบ เพราะกฎหมายนั้น หากใช้มากไปก็ไม่ดี หรือน้อยไปก็ไม่ดี เพราะต้องไม่ลืมว่า คู่ความขัดแย้งนั้นเป็นประชาชนกับรัฐบาล ถึงแม้ว่าตำรวจ รวมทั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษ จะถือว่าเป็นเครื่องมือของรัฐบาล ทำตามที่รัฐบาลสั่ง แต่ในความเป็นจริงแล้ว ต้องคำนึงเสมอว่า การกระทำใดๆ นั้นจะไปเพิ่มหรือขยายความขัดแย้งให้บานปลายออกไปหรือไม่ สร้างความชิงชังให้แก่ประชาชนที่มีต่อรัฐบาลมากขึ้นหรือไม่

               ประวัติศาสตร์นั้นไม่ใช่ว่าเอาไว้แค่บอกกล่าวแก่คนรุ่นหลังเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นเครื่องย้ำเตือนผู้คนในปัจจุบันว่า ทุกช่วงเวลา ทุกกรณี เราทุกคนต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่คนรุ่นหลังจะนำไปเป็นบทเรียน นั่นก็หมายความว่า ทุกวันที่ผ่านไป เราท่านทั้งหลายต่างก็พากันเขียนประวัติศาสตร์ของตนเองด้วยกันทั้งสิ้น เพียงแต่ว่า ในช่วงเวลาที่บ้านเมืองเต็มไปด้วยความขัดแย้งเช่นนี้ เมื่อมีโอกาสไปอยู่ในจุดที่จะเพิ่มหรือลดปัญหา เราจะเลือกที่จะเขียนประวัติศาสตร์ของตนเองกันแบบไหน