
ต้องทำความจริงให้กระจ่าง
ต้องทำความจริงให้กระจ่าง : บทบรรณาธิการประจำวันที่29ธ.ค.2556
ความรุนแรงทางการเมืองไทยเป็นไปตามที่หลายคนคาดหมายหลังเกิดการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจกับผู้ชุมนุมกลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย หรือ คปท. ที่บริเวณสนามกีฬาศูนย์เยาวชนกรุงเทพฯ ไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง จนเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่และผู้ชุมนุมเสียชีวิต 2 ราย และมีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก โดยสัญญาณของเหตุร้ายได้ก่อตัวมาก่อนหน้านี้แล้วจนทำให้การสมัครรับเลือกตั้งในวันแรกเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม ต้องเกิดความวุ่นวายหลังจากคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข(กปปส.) นำม็อบมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) จนพิธีกรรมในการรับสมัครต้องล่มไปต่อเนื่องมาถึงการจับสลากจนเหตุการณ์ได้บานปลายในวันที่ 26 ธันวาคม ที่ผ่านมา
หลายฝ่ายได้ตั้งข้อสังเกตพร้อมทั้งวิเคราะห์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มฮาร์ดคอร์ที่มีผู้ชุมนุมเป็นจำนวนมากโดยที่แกนนำคปท.เองก็ไม่ได้มีความรู้จักหรือมักคุ้นในการร่วมเคลื่อนไหวกันมาร่วมหลายเดือนทำให้ไม่สามารถควบคุมฝูงชนได้ จนน่าสงสัยว่าเป็นคนนอกที่แฝงตัวเข้าไปยั่วยุและทำร้ายตำรวจเพื่อให้เกิดการปะทะต่อสู้ ขณะที่ทางเจ้าหน้าที่เองซึ่งทราบว่านอกเหนือจากตำรวจปราบจลาจลแล้วยังมีการระดมมาจากท้องที่ทั้งในและต่างจังหวัด จึงทำให้มีการแสดงพฤติกรรมใช้ความรุนแรงเกินเลยขั้นตอนการสลายฝูงชนตามหลักสากลที่พึงกระทำ อีกทั้งยังมีการปลุกระดมก่อนออกปฏิบัติภารกิจด้วยการสร้างความเกลียดชังเพื่อให้เกิดความฮึกเหิมเข้าไปอีก
นอกจากนี้ในโลกโซเชียลมีเดียได้มีการเผยแพร่คลิปชายชุดดำหลายคนที่ขึ้นไปปฏิบัติการลับ ลวง พราง กันบนหลังคาอาคารสูงในกระทรวงแรงงาน ที่พร้อมจะทำร้ายทั้งกลุ่มผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ตำรวจได้อย่างจะแจ้ง นอกจากนี้อาวุธยุทโธปกรณ์ของตำรวจที่ถูกยึดได้และผู้ชุมนุมนำออกมาแสดง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอุปกรณ์สำหรับปราบจลาจล แต่มีกระสุนจริงและลูกระเบิดขว้างรวมอยู่ด้วย ตำรวจควรจะชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจว่าแต่ละอย่างคืออะไร มีไว้ด้วยเหตุผลใด ทำไมจึงมีกระสุนจริงและลูกระเบิดขว้างรวมอยู่ด้วย สิ่งต่างๆ เหล่านี้สร้างความแคลงใจให้แก่สังคมเป็นอย่างยิ่ง การชี้แจงโดยตำรวจจะมีน้ำหนักมากกว่าการแถลงข่าวของนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล แม้จะกำกับดูแลศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอ.รส.)ก็ตาม
หากสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพิกเฉยไม่สอบสวนข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อาจทำให้ประชาชนเชื่อได้ว่าตำรวจเป็นตัวการหรือมีส่วนรู้เห็นให้ตำรวจนอกรีตปลอมมาฆ่าและทำร้ายผู้ชุมนุม รวมถึงความคั่งแค้นและต้องการตอบโต้ผู้ชุมนุมด้วยความรุนแรง เช่นผู้ที่ทุบทำลายรถกระบะของอาสาพยาบาลหญิงคนหนึ่งอย่างบ้าคลั่ง ล่าสุดมีการกราดยิงการ์ดคปท. บริเวณแยกพาณิชยการ ตรงข้ามสะพานชมัยมรุเชฐ มีผู้เสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บอีก 3 คนประเดิมรับวันเลือกตั้งส.ส.ระบบเขตอย่างอุกอาจกลางกรุง อาจทำให้ภาพถูกโยงไปต่างๆ นานาได้ เราอยากให้ทุกฝ่ายเรียนรู้ถึงความอดทน มิฉะนั้นความขัดแย้งจะขยายวงกว้างไปเรื่อยๆ และทั้งสองฝ่ายก็จะตกเป็นเครื่องมือของคนบางกลุ่มที่ต้องการให้เกิดความรุนแรงขึ้น จึงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันทำความจริงให้กระจ่าง



