
จาก...มัสยิดด้วยคำถาม
ณ เวลาค่ำมืดแห่งวันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน 2552 นี้ นับเป็นวันที่มีการยิงคำถามมาจากสารพันสื่อ ตลอดจนพวกพ้องทั้งในและต่างประเทศ ผ่านโทรศัพท์ถามสดๆ แบบโฟนอิน ผ่านข้อความในโทรศัพท์มือถือ ผ่านอีเมลและซักถามกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นในมัสยิดบ้านไอปาแย อ.เจาะไอร้อง จ.
ความตายที่เกิดขึ้นนับสิบศพที่ต้องสังเวยความรุนแรงครั้งนี้ถึงแม้มันจะไม่ใช่ครั้งแรกในรอบ 5-6 ปี เพราะก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2547 มันก็เคยเกิดแล้ว 32 ศพที่มัสยิดประวัติศาสตร์กรือเซะ อ.เมือง จ.ปัตตานี และอีกหลายๆ เหตุการณ์แบบตั้งใจจะฆ่าหมู่ในมัสยิดปรากฏมามากแห่งมาแล้ว รวมทั้งการฆ่าล้างครัวถึง 9 ศพก็เคยปรากฏใน จ.นราธิวาส คือที่บ้านกะทอง เมื่อปี 2548 ยังไม่นับรวมการจ่อยิงผู้โดยสารบนรถโดยสารสาธารณะซึ่งมีมากครั้งและนับศพไม่ถ้วนทั้งที่เป็นคนธรรมดา ทหาร ตำรวจ ข้าราชการฝ่ายต่างๆ และครู เพราะทั้งหมดคือ ยุคที่เหยื่อแห่งการใช้วิธีการแก้ปัญหาด้วยความรุนแรง ที่สร้างความสูญเสียและหายนะครั้งยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของพลเมืองในประเทศนี้
ความชัดเจนของผู้ถูกกระทำคือพิการ ความตายและความสูญเสีย แต่ผู้กระทำจะมีความต่างกันในสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น บ้างก็ชัดเจนดั่งกรณีถล่มด้วยอาวุธสงครามในมัสยิดกรือเซะ ความตายจากการขาดลมหายใจในกรณีการปราบปรามที่ตากใบ ทั้งสองเหตุการณ์นี้มันสวนทางจากปรากฏการณ์จริงต่อหน้าสาธารณชนนับล้านคน (รวมทั้งที่กระจายภาพตามสื่อโทรทัศน์) ว่าผู้กระทำความรุนแรงกว่า คือ เจ้าหน้าที่รัฐ แต่ดูเหมือนว่าผลสรุปจากรัฐคือ หาคนกระทำผิดมิได้ ความจริงที่ชัดเจนกับคำตอบที่ได้จากกระบอกเสียงของรัฐเป็นคนละเรื่องกัน อย่างนี้จะไปสอบสวนสืบสวนหรือหาข่าวในเหตุการณ์ที่เกิดในยามวิกาลที่มืดสนิทหรือสลัวๆ ก็ตามได้อย่างไร?
มีการพูดคุยในหมู่ประชาชนว่า ผู้ปฏิบัติการสวมชุดที่กลมกลืนกับธรรมชาติหรืออาจจะมีสีดำสนิท อีกทั้งยังปิดหน้ามิดชิดเหมือนไอ้โม่งเจาะเฉพาะช่องลูกตาไม่ให้ใครจำใบหน้าที่แท้จริงได้ พร้อมกับการใช้อาวุธสงครามที่ร้ายแรง มีเวลาปฏิบัติการณ์ที่รวดเร็วเพียงไม่เกิน 5 นาทีต่อเหตุการณ์ โอ้...อย่างนี้มันถึงได้สยดสยองยิ่งกว่าภาพยนตร์หลายร้อยเท่านัก
การที่ผู้ก่อการได้ปฏิบัติการณ์ในศาสนสถานและเหยื่อคือผู้ที่กำลังปฏิบัติศาสนกิจอยู่ ไม่ว่าเขาจะนับถือศาสนาอะไรก็ตาม ถือได้ว่าการปฏิบัติการมีเป้าหมายมากกว่าการฆ่าเพียงอย่างเดียว หากจะสื่ออย่างที่หลายคนคาดเดาว่า มันคือการสร้างอารมณ์ร่วมแก่ศาสนิกแต่ละฝ่ายด้วย นั่นหมายถึงความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กำลังเดินทางในเส้นทางที่อ่อนไหวมากที่สุด คือ ความขัดแย้งทางศาสนาในที่สุดและค่อนข้างจะแน่นอนว่า สื่อต่างประเทศหลายสำนักเดินทางลงในพื้นที่เพื่อดู สังเกตอารมณ์ความเศร้าสลดของคนท้องถิ่น ทั้งถ่ายภาพนิ่ง โทรทัศน์ สัมภาษณ์รายงานข่าวไปทั่วโลกเหมือนกับเหตุการณ์อื่นๆ ก่อนหน้านี้
ยิ่งผู้มีอำนาจในประเทศนี้ได้แต่พูดเพื่อปกป้องตนเองและการให้ข่าวที่ไม่สร้างสรรค์ ยิ่งเสมือนหนึ่งเอาน้ำมันคุณภาพดีไปเติมในกองไฟให้มันลุกโชนโชติช่วงสว่างไสวให้เห็นความไม่เอาไหนของกลไกรัฐมากยิ่งขึ้น และสร้างความไม่น่าเชื่อถือในหมู่ประชาชนคนท้องถิ่นอีกยาวไกล
ต่อไปนี้คือข้อความหนึ่งของคนปัตตานีโพ้นทะเลได้แสดงความรู้สึกผ่านโทรศัพท์มือถือว่า...ฉันรู้สึกเสียใจและขอประณามการฆ่าคนบริสุทธิ์ในมัสยิดและนี่เป็นความล้มเหลวของรัฐบาลนายกฯ อภิสิทธิ์ ที่ไม่สามารถให้ความปลอดภัยแก่ผู้คนในปัตตานี...นี่คือส่วนหนึ่งที่รัฐจะต้องหาคำตอบแด่ผู้จาก...ไปในมัสยิดเมื่อวันที่ 8 มิถุนายนว่า ใครคือฆาตรกรที่แท้จริง ? อย่าปล่อยให้ความจริงมันล่องลอยกับความมืดแห่งราตรีกาล เพราะการเป็นจำเลยคงหนีไม่พ้นจะตกที่กลไกรัฐเป็นคำตอบสุดท้ายอย่างปฏิเสธมิได้
อัฮหมัด สมบูรณ์ บัวหลวง
โครงการพัฒนาประชาธิปไตยในชุมชนมุสลิม
[email protected]



