
ดุลพินิจของตำรวจ
ดุลพินิจของตำรวจ : บทบรรณาธิการประจำวันศุกร์ที่ 27 ธันวาคม 2557
จากเหตุการณ์ความรุนแรง ที่เกิดขึ้นเมื่อเช้าวันที่ 26 ธันวาคม หลังจากที่กลุ่มมวลชนของเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) และประชาชนจำนวนหนึ่งซึ่งไม่เห็นด้วยกับการจัดการเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 ก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปการเมือง โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปราบจลาจลได้ระดมยิงแก๊สน้ำตา และกระสุนยางเข้าใส่ฝูงชนอย่างหนักและต่อเนื่องส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมากถึง 32 ราย แม้กระทั่งสื่อมวลชนผู้ทำหน้าที่รายงานข่าว และมีสัญลักษณ์แสดงตนอย่างชัดแจ้งก็ได้รับผลพวงไปด้วย เพียงเพื่อสกัดกั้นไม่ให้มวลชนเข้าไปภายในอาคารกีฬาเวสน์ 2 สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น สถานที่ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำลังเปิดรับสมัครเลือกตั้ง ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ เป็นวันที่สี่ หลังจากที่ล้มเหลวมาแล้ว 3 วันก่อนหน้า
เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปราบจลาจลอาจจะอ้างได้ว่า จำเป็นต้องทำเช่นนั้น เพราะถือเป็นหน้าที่รับผิดชอบ ตามที่ได้รับมอบหมายให้มาดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยระหว่างการเปิดรับสมัคร ซึ่งก็รู้กันมาล่วงหน้าแล้วว่าจะมีมวลชนเดินขบวนมาปิดล้อมเพื่อไม่ให้กระบวนการรับสมัครดำเนินไปได้ แก๊สน้ำตา และกระสุนยางลูกแรกที่พุ่งออกจากปากกระบอก เท่ากับเป็นการประกาศเปิดฉากการใช้ความรุนแรง ซึ่งมีความสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้เกิดเหตุการณ์บานปลาย ซึ่งต่อมาก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะได้เกิดเหตุชุลมุนวุ่นวายยิงกันด้วยกระสุนจริงตอบโต้กันไปมา โดยแทบไม่รู้ว่าใครเป็นใคร กระสุนมาจากฝ่ายไหน ที่สุดเจ้าหน้าที่ตำรวจเองก็ได้รับบาดเจ็บด้วยเช่นเดียวกับฝ่ายของผู้ชุมนุม
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น ตำรวจปราบจลาจลโดยการสั่งการของศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) จะต้องพิจารณาการทำหน้าที่รักษาความสงบในเหตุการณ์เฉพาะหน้า หรือ "หน้างาน" ด้วยว่า การตัดสินใจในทุกวินาทีมีความสำคัญยิ่งต่อเหตุการณ์ในวินาทีถัดไป ถึงแม้ว่า กกต.จะได้แสดงท่าทีว่าจะเดินหน้ารับสมัครต่อไปให้เสร็จสิ้นตามกระบวนการ ซึ่งต้องอาศัยเจ้าหน้าที่ตำรวจสกัดกั้นมวลชนก็ตาม แต่ก็ได้กลับลำแถลงเรียกร้องให้รัฐบาลเลื่อนการเลือกตั้งออกไป ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลซึ่งถือเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงได้ประกาศเสมอมาว่า เดินหน้าเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ให้ได้ ซึ่งเป็นเสมือนสัญญาณที่ส่งไปยังตำรวจให้ดำเนินมาตรการอย่างที่ปรากฏ
ในสถานการณ์ที่คู่ขัดแย้งแบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายอย่างชัดเจน คือ คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(กปปส.) กับฝ่ายรัฐบาลโดยการนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ถ้าหากตำรวจปฏิบัติหน้าที่เอนเอียงจากหลักปฏิบัติเพียงเพื่อให้รัฐบาลบรรลุเป้าประสงค์แต่เพียงอย่างเดียว ตำรวจก็จะต้องถูกมองว่ารับใช้การเมืองอย่างไม่ต้องสงสัย สถานการณ์ล่อแหลมเช่นนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่ตำรวจจะต้องใช้ดุลพินิจเพื่อประโยชน์แห่งความสงบสุข ไม่ให้เกิดการเสียเลือดเสียเนื้อขึ้นโดยเด็ดขาด เช่นนี้จึงจะถือได้ว่า ได้ทำหน้าที่อย่างเต็มภาคภูมิ



