
อย่าทำปฏิรูปเพียงแค่ซื้อเวลา
อย่าทำปฏิรูปเพียงแค่ซื้อเวลา : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 26 ธ.ค.2556
ท่ามกลางวิกฤติการเมืองของประเทศ ที่ต่างฝ่ายต่างยึดมั่นในเป้าหมายของตัวเอง จนดูประหนึ่งว่ายังไม่มีทางออก เพราะการประนีประนอมหรือถอยคนละก้าวยังไม่เกิดขึ้นจริง ตลอดหนึ่งเดือนกว่าที่ผ่านมามีข้อเสนอและมุมมองจากเวทีต่างๆ ของหลายภาคส่วน ทั้งนักวิชาการ ภาคประชาชน ภาคธุรกิจเอกชน เพื่อให้บ้านเมืองรอดพ้นจากความรุนแรงที่สุ่มเสี่ยงจะเกิดขึ้นได้ โดยสังคมก็เฝ้าดูว่าข้อเสนอในเรื่อง "การปฏิรูปประเทศ" จะออกมาในรูปแบบใด มีแนวโน้มไปในทิศทางใด และจะฝ่าฟันวิกฤติครั้งนี้ไปได้จริงแค่ไหน ที่สำคัญสามารถปฏิบัติได้จริงและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายเพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของประเทศไปในทางที่ดีขึ้น และเกิดกฎระเบียบ กติกาใหม่ อันนำไปสู่การพัฒนาการเมือง เศรษฐกิจและความเท่าเทียมอย่างเป็นธรรมและยุติธรรม
รัฐบาลรักษาการ โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแสดงความจริงใจในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง เสนอรูปแบบการจัด "สภาปฏิรูปประเทศ" เนื่องจากเชื่อมั่นว่าสังคมส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าเป็นช่องทางคลี่คลายปัญหา โดยเฉพาะในเรื่องที่จะให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมือง และการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐทุกระดับ รวมทั้งการสร้างความเข้มแข็งในทางการเมือง และเชื่อมั่นว่าสามารถจะทำคู่ขนานไปกับกระบวนการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 นี้ได้ โดยสภาปฏิรูปประเทศจะไม่ใช่เวทีของรัฐบาล แต่รัฐบาลเป็นเพียงผู้จัดตั้ง โดยใช้คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีเพื่อให้เดินหน้าได้ทันที มีการสรรหาจากสาขาอาชีพ 2,000 คน เพื่อคัดเลือกเหลือ 499 คนเข้าเป็นสมาชิกสภาปฏิรูป
การขับเคลื่อนของรัฐบาลได้ถูกหลายฝ่ายจับตามองว่าเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ขาดความจริงใจในการปฏิรูป เพราะในการนำเสนอของ 7 องค์กรภาคเอกชน ได้ระบุไว้ด้วยว่าองค์กรกลางที่เข้ามาทำหน้าที่ปฏิรูปประเทศ จำเป็นต้องมีกฎหมายรองรับ เพื่อเป็นการรับรองว่าการปฏิรูปจะต้องถูกนำไปปฏิบัติให้เกิดขึ้นจริงได้ ในขณะที่ซีกรัฐบาลก็ยกเหตุผลอ้างว่าเป็นเพียงรัฐบาลรักษาการไม่สามารถดำเนินการออกกฎหมายได้ จนที่สุดนายกรัฐมนตรีก็ออกมาแถลงสรุปว่าจะออกเป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีและผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ทั้งนี้ในอดีตที่ผ่านมาก็เคยแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ หรือ คปร.มาแล้ว และแต่งตั้งมาด้วยวิธีการเดียวกันนี้ แต่สุดท้ายข้อเสนอแนะต่างๆ ก็กลับถูกรัฐบาลยิ่งลักษณ์เก็บเข้าลิ้นชักไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย
ดังนั้น การที่รัฐบาลพยายามเปิดช่องเพื่อให้ทุกฝ่ายเข้าร่วมแก้ไขวิกฤติประเทศ ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่รัฐบาลต้องแสดงให้เห็นด้วยว่ามีความปรารถนาจริงใจในการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น ไม่ใช่จวนตัวแล้วกระทำเพียงแค่ซื้อเวลาต่อไป เนื่องจากในอดีตมีหลายเรื่องที่รัฐบาลสร้างความเคลือบแคลงใจและยังเป็นเรื่องที่ค้างคาใจของสังคม ทั้งเรื่องนิรโทษกรรมสุดซอย ปัญหาการคอร์รัปชั่นที่พุ่งสูง อีกทั้งตอนนี้รัฐบาลก็เป็นต้นตอกรณีความขัดแย้งด้วย จึงหลีกไม่พ้นกับคำถามที่ว่าสภาปฏิรูปที่รัฐบาลนำเสนอจะกลายเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมปูทางไปสู่การเลือกตั้งหรือไม่ และหากทุกฝ่ายยอมเข้าร่วมการปฏิรูปจะสำเร็จดังที่ทุกฝ่ายต้องการจริงหรือ ถ้ารัฐบาลตั้งโจทย์ให้ทำปฏิรูปควบคู่ไปกับการเลือกตั้ง คำตอบจึงอยู่ที่การยอมรับของสังคมส่วนใหญ่เป็นเช่นใด



