
ค่าต๋งแสนล้านไปไหน?
ค่าต๋งแสนล้านไปไหน? : กระดานความคิด โดยน้ำเชี่ยว บูรพา
ขณะที่ประชาชนคนไทยเราเริ่ม “เคานท์ดาวน์” เข้าสู่เทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองปีใหม่ หลังรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตัดสินใจปลดชนวนวิกฤติการเมือง ด้วยการ “ยุบสภา-คืนอำนาจให้ประชาชน” ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้กำหนดวันเลือกตั้งเสร็จสรรพกันไปแล้ว ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557
เหลืออยู่ก็เพียง “กำนันเทือก-สุเทพ เทือกสุบรรณ” เลขาธิการกปปส.ที่ยังคลำทางหาทางลงไม่เจอกับ “โมเดล” ปฏิรูปประเทศที่ทำเอา “มวลมหาประชาชน” แฟนพันธุ์แท้ได้แต่ “อึ้งกิมกี่” ก็เล่นเสนอให้ประชาชนเลือกตั้งผู้ว่าโดยตรง แต่พอถึงการเลือกตั้ง ส.ว.-ส.ส.ดันบอกว่าต้องตั้ง “สภาประชาชน”
กับเรื่องที่จั่วหัวไว้เรื่องของ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่เพิ่งแถลงกรอบงบประมาณการทำงานในปี 2557 เอาไว้ซะสูงลิ่ว 5.4 พันล้านบาท แยกเป็นงบรายจ่ายองค์กร 1,600 ล้านบาท งบผูกพัน 1,500-1,600 ล้าน และงบลงทุนใหม่ 2,000 ล้านบาท ที่เหลือเป็นงบที่จะเจียดไปให้คณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน กสทช.หรือ “ซูเปอร์บอร์ด กสทช.” อีก 170 ล้าน
ส่วนเงินส่งคืนรัฐที่จะส่งเข้ากระทรวงการคลังนั้นตั้งไว้ 200-300 ล้านบาท! พระเจ้าช่วยกล้วยทอด!
ท่านประธานกสทช.และท่านเลขาธิการ กปปส.ที่เคารพ! นี่ผมฟังมาไม่ผิดใช่ไหมครับ? เงินค่าต๋งค่าใบอนุญาตประกอบกิจการวิทยุ โทรทัศน์และใบอนุญาตมือถือที่รัฐเคยได้รับในอดีตปีละนับแสนล้านบาทนั้น มาในปี 2557 นี้มันจะหดลงมาเหลืออยู่แค่ 200-300 ล้านบาทเท่านั้น
ใครกันหนอที่อยู่เบื้องหลังยกร่างกฎหมายจัดตั้งองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระกสทช.นี้ รัฐบาลชุดใดกันที่อยู่เบื้องหลังยกเครื่องระบบสัมปทานมือถือแล้วเปลี่ยนมาเป็นการออกใบอนุญาตที่บอกว่า นี่คือมิติใหม่ของการเปิดเสรี การปฏิวัติกิจการการวิทยุ วิทยุโทรทัศน์และกิจการสื่อสารโทรคมนาคมไทย
แต่วันนี้กลับทำให้ “ค่าต๋ง” ปีละนับแสนล้านบาทที่รัฐเคยได้รับเป็นกอบเป็นกำเหลือแค่เศษๆ
หากจำไม่ผิดรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นี่แหละที่เคยนำพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) จัดเก็บภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคมเพื่อมา “แก้ลำ” ค่าต๋งนับแสนล้านที่กำลังจะหมดลงไปหลังรัฐบาลต้องโอนภารกิจการกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมไปให้กสทช.กำกับดูแแล
เพราะเล็งเห็นว่า แม้ในอนาคตหลังสัญญาสัมปทานสิ้นสุดลง ต่อไปบริษัทสื่อสารจ่ายเพียงค่าธรรมเนียม ใบอนุญาต 5-6% ให้กทช.ก็เปิดให้บริการสื่อสารโทรคมนาคมได้แล้ว ซึ่งนั่นจะทำให้เม็ดเงินภาษีรายได้รัฐที่เคยได้รับปีละนับแสนล้านบาทหดหายไป จึงต้องออก พ.ร.ก.เก็บภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคมออกมาเป็นเครื่องมือพิทักษ์ผลประโยชน์ของรัฐไม่ให้สูญหาย โดยให้เรียกเก็บภาษีสรรพสามิตโทรพื้นฐานในอัตรา 2% และมือถือในอัตรา 10% ซึ่งนอกจากจะทำให้รัฐยังคงมีรายได้จากเม็ดเงินภาษีแล้ว การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตที่จัดเก็บเป็นรายเดือนรัฐยังแก้ปัญหาถังแตกชักหน้าไม่ถึงหลังได้อีก แถมเม็ดเงินภาษีที่ได้นั้นยังเต็มเม็ดเต็มหน่วย
เพราะไล่เก็บจากทุกบริษัทไม่ว่าจะมีสัมปทานอยู่กับรัฐหรือไม่ก็ตาม
ก็ไม่เพราะรัฐบาลคณะปฏิวัติหรอกหรือที่ไปยกเลิกภาษีตัวนี้ ถึงทำให้วันนี้ไม่เพียงกระทรวงการคลังจะ “ชักหน้าไม่ถึงหลัง” แม้แต่ค่าธรรมเนียมใบอนุญาต กิจการวิทยุโทรทัศน์และกิจการมือถือที่กสทช.จัดเก็บมาจากกิจการวิทยุกระจายเสียง โทรทัศน์และโทรคมนาคมวันนี้ก็คงเห็นแล้วว่า เม็ดเงินภาษีเหล่านี้แทบตกไม่ถึงมือรัฐและกระทรวงการคลัง
คนที่เป็นตัวตั้งตัวตีผลักดันการยกเลิกภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคมในยุครัฐบาลคณะปฏิวัติชุดนั้น วันวานยังเห็นขึ้นเวทีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยกับ “กำนันเทพ” อยู่เลย
แต่ที่แน่ๆ ค่าต๋งแสนล้านจากสัมปทานสื่อสารโทรคมนาคมวันนี้กำลังถูกปู้ยี่ปู้ยำโดยที่รัฐได้แต่นั่งทำตาปริบๆ จริงๆ เขาถึงว่าการเอานักวิชาการไดโนซอรัสเข้ามาบริหารประเทศแบบที่กำนันสุเทพ กำลังเพรียกหานั้นใช่เป็นทางออกของประเทศเสมอไป



