คอลัมนิสต์

พิษน้ำผึ้งหยดเดียว!เป็นน้ำผึ้งหยดเดียวจริงๆ...

พิษน้ำผึ้งหยดเดียว!เป็นน้ำผึ้งหยดเดียวจริงๆ...

20 ธ.ค. 2556

พิษน้ำผึ้งหยดเดียว!เป็นน้ำผึ้งหยดเดียวจริงๆ... : กระดานความคิด โดยน้ำเชี่ยว บูรพา

              กับบทเรียนวิกฤติทางการเมือง ที่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กำลังเผชิญอยู่รอบด้าน จนต้องตัดสินใจ “ยุบสภา-คืนอำนาจให้ประชาชน" เพราะผลพวงจากการผลักดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับสุดซอยฉบับเดียวแท้ๆ จึงทำให้รัฐบาลถูกมรสุมกระหน่ำแทบจะเสียศูนย์

              เช่นเดียวกับ “น้ำผึ้งหยดเดียว" ในแวดวงสื่อสารโทรคมนาคมที่กำลังเป็น “บูเมอแรง" หวนกลับมาสร้างปัญหาให้แก่หน่วยงานกำกับดูแลไม่รู้จบ กับกรณีที่ “คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม” (กทค.) ใน กสทช. ไป “การันตี” กรณีสัญญาทำการตลาด 3จี บนเครือข่ายเดิมของบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และบริษัท ทรูมูฟ จำกัด หรือสัญญา “กสท-ทรูมูฟ”

              และกรณีการจัดสร้างและให้เช่าโครงข่าย 3จี ของบริษัท บีเอฟเคที (ประเทศไทย) ในเครือทรู คอร์ปอเรชั่น ที่ให้เช่าเครื่องและอุปกรณ์แก่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) โดย กทค.ตีความว่า “ไม่อยู่ในข่าย” กิจการโทรคมนาคมที่ต้องขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการตาม มาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544

              ท่ามกลางความกังขาของนักวิชาการ ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคม หรือแม้แต่ กสทช.ด้วยกันเองในขณะนั้น ที่เห็นว่า การตีความเช่นนี้ จะเป็น “โมเดล” ที่ทำให้ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมรายอื่นๆ เจริญรอยตาม และจะสร้างปัญหายุ่งยากให้แก่ กสทช.

              ขณะที่สำนักงาน กสทช.ได้ออกแถลงการณ์ในขณะนั้น ยืนยันว่า สิ่งที่ กทค.ชี้ขาดออกไปถือเป็นความกล้าหาญในการใช้วิจารณญาณตัดสินอย่างถึงที่สุด ด้วยข้อจำกัดในกฎหมายจัดตั้ง กสทช.ที่มีอยู่ไม่อาจไปชี้มูลความผิดกรณีนี้ได้ ไม่ว่าจะพิจารณาในมิติใด จึงต้องยอมกล้ำกลืนมีมติออกไปดังกล่าว เพื่อให้อุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยขับเคลื่อนไปข้างหน้า

              ไม่ว่า กทค.และกสทช.จะยกแม่น้ำทั้งห้าออกมารองรับมติบอร์ด กทค.นัดประวัติศาสตร์ครั้งนั้นกันอย่างไร แต่วันนี้สิ่งที่ กทค.ดำเนินการไป กำลังย้อนศรหวนกลับมาทำให้แวดวงโทรคมนาคมไทยสะเทือน

              เพราะโมเดลธุรกิจ “กสท-ทรูมูฟ” ดังกล่าว วันนี้ได้ทำให้บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ที่กำลังเผชิญวิกฤติในการขยายเครือข่าย 2จี บนคลื่นความถี่ 2100 MHz มีทางออก โดยล่าสุดผู้บริหารทีโอที นายยงยุทธ วัฒนสินธุ์ ได้ออกมายอมรับว่า ทีโอทีได้เปิดเจรจากับ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์เซอร์วิส หรือ “เอไอเอส” ในการร่วมทำธุรกิจ โดยยึดโมเดลเดียวกับสัญญาทำการตลาด 3จี "กสท-ทรู" เป็นต้นแบบ เพื่อพัฒนาคลื่นความถี่ย่าน 2.1 เมกะเฮิรตซ์ (MHz) เพื่อให้บริการ 3จี และ 4จี

              “เพราะสัญญาทำการตลาดดังกล่าวได้ผ่านรับการรับรองจากสำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว จึงเป็นหนทางออกของการขยายเครือข่าย 3จี และ 4จี ที่ทีโอทีจะเจริญรอยตาม”

              รายละเอียดของการเจรจากับเอไอเอสนั้น ในเบื้องต้นทีโอทีจะแบ่งความจุในโครงข่าย 80% ให้เอไอเอส อีก 20% เป็นของทีโอที โดยใช้เสาโทรคมนาคมของทีโอที 5,320 แห่ง เอไเอส 12,000 แห่ง เพื่อให้บริการ 3จี ของเอไอเอสครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศโดยเร็วที่สุด ขณะเดียวจะใช้เสาโทรคมนาคมจำนวน 6,000 แห่ง เพื่อติดตั้งอุปกรณ์ เพื่อให้บริการ 4จี ตามพื้นที่ที่มีความต้องการใช้อินเทอร์เน็ตบนมือถือ (ดาต้า) หนาแน่นเป็นหลัก

              ส่วนเรื่องรายได้นั้น จะมาจากการให้เช่าเสาโทรคมนาคมและการใช้คลื่นความถี่ 2.1 เมกะเฮิรตซ์ ร่วมกัน โดยมีการยื่นข้อเสนอรายได้ในอัตรา 4,000-6,000 ล้านบาทต่อปี โดยเอไอเอสต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการโรมมิ่ง ค่าเชื่อมต่อโครงข่าย (ค่าไอซี) เป็นต้น ทั้งนี้หากมีการลงนามในสัญญา เอไอเอส จะให้บริษัท แอดวานซ์ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัดหรือ เอดับเบิลยูเอ็น ในเครือเอไอเอส ซึ่งได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการ 3จี จาก กสทช.ลงนามโดยสัญญาจะสิ้นสุดในปี 2568

              สิ่งที่ กทค.เคยยืนยันว่า โมเดลสัญญาทำการตลาด 3จี ที่ กทค.ไปรับรอง ทั้งที่เขาเล่นแร่แปรธาตุกันมาซะขนาดนั้น และหน่วยงานหรือองค์กรต่างๆ ที่ยื่นมือเข้ามาตรวจสอบต่างก็ฟันธงฉับๆๆ ว่าผิดเต็มประตูนั้น วันนี้จ่อจะ “ย้อนศร” กลับมาให้ กสทช.ต้องสะสางอีกคำรบแล้ว!

              นอกจากนี้ หากทุกฝ่ายได้ย้อนกลับไปพิจารณาเส้นทางจัดตั้ง “กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม" ที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในขณะนี้ โดยเฉพาะกองทุนรวม TrueGIF ที่กลุ่มทรู คอร์ปอเรชั่น เพิ่งเปิดให้นักลงทุนจองซื้อกันอย่างระเบิดระเบ้อกันไปในห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่า ตัวกองทุนนั้นประกาศอย่างชัดแจ้งว่า เป็นกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมต้นแบบของประเทศ ที่จะซื้อทรัพย์สินเสาโทรคมนาคมและความจุ ตลอดจนอุปกรณ์ในการให้บริการโทรคมนาคม 3จี จาก บริษัทบีเอฟเคที และโครงข่ายที่จัดซื้อมาดังกล่าวยังมีความจุและพื้นที่เหลือเพียงพอที่จะเปิดให้ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมอื่นๆ เช่าใช้เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่กองทุนในอนาคต ขณะที่สำนักงาน กสทช.มีหนังสือแจ้งไปยังสำนักงาน ก.ล.ต.และผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมทั้งหลายถึงการจัดตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมต่างๆ ถือเป็นหนึ่งในลักษณะและประเภทกิจการที่ต้องขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่ 3 ด้วย

              ก็ไหน กสทช.ระบุว่า กรณีประกอบกิจการจัดสร้างโครงข่ายบีเอฟเคทีไม่ได้เป็นกิจการในกำกับ กสทช.มาตั้งแต่ต้น แล้ววันนี้จะมาว่ากองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานที่ซื้อทรัพย์สินจากกิจการโทรคมนาคมเหล่านี้เข้ามาบริหารและรับผลประโยชน์นั้น ว่า เป็นกิจการที่ต้องขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่ 3 จาก กสทช.ได้อย่างไร?

              เป็นน้ำผึ้งหยดเดียวที่ กสทช.และ กทค.คงต้อง “กุมขมับ” ยิ่งกว่า “วัวพันหลักเสียอีก” !!!