
ความเชื่อมั่นต่อเลือกตั้ง
ความเชื่อมั่นต่อเลือกตั้ง : บทบรรณาธิการประจำวันที่19ธ.ค.2556
สถานการณ์ของประเทศยังอยู่ท่ามกลางความวุ่นวาย มีการเปิดเวทีหาทางออกหลากหลาย มีข้อคิดและประเด็นนำเสนอต่อสังคมจำนวนมาก และส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่ก่อประโยชน์ แต่สิ่งสำคัญที่สุดต้องมีรูปธรรมจับต้องได้ นำไปปฏิบัติได้ และต้องมีกรอบเวลาเป็นตัวกำหนดให้ชัดเจน เพราะประเทศจะอยู่ในสุญญากาศไม่ได้ จำเป็นต้องมีรัฐบาลบริหารประเทศ โดยภาพรวมในตอนนี้คำถามที่สังคมต้องพิเคราะห์และมองถึงข้อดีและข้อเสียว่า การปฏิรูปประเทศที่ทุกฝ่ายต่างยอมรับว่าจำเป็นต้องมีนั้น ควรจะกระทำในช่วงไหน ควรปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง หรือเลือกตั้งไปก่อนแล้วค่อยปฏิรูปภายหลัง เพราะแต่ละฝ่ายต่างก็ยึดเหตุผลของตัวเอง ไม่พยายามถอยคนละก้าว เพื่อให้เห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์บ้าง จนหนทางตีบตันไปหมดสิ้น
ปัจจุบันมีข้อเสนอสู่ทางออกวิกฤติหลายรูปแบบ และสิ่งที่ทุกฝ่ายควรตระหนักคือ จุดเริ่มต้นในการให้เกิดรูปธรรมเพื่อเป็นการเริ่มก้าวไปสู่การปฏิรูปประเทศ แต่ทุกฝ่ายก็ต้องยอมปลดชนวนและยอมเดินในเส้นทางสายสันติวิธี เพื่อให้ก้าวเดินไปด้วยกันได้ ข้อเสนอที่น่าสนใจจากเวทีประชุมวิชาการนอกรอบ โดยนายธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ชูประเด็น "องค์กรเพื่อการปฏิรูปประเทศ" ขึ้นมา ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีประการหนึ่งในห้วงที่ยังหาทางออกกันไม่ได้ หากจะว่าไปแล้ว เรื่องการปฏิรูปก็มีการศึกษาและทำกันมาตลอด เช่น ศ.นพ.ประเวศ วะสี และนายอานันท์ ปันยารชุน ที่ได้จัดทำคณะกรรมการปฏิรูป หรือ คปร.ไว้ แต่หยุดชะงักไปในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ถ้านำมาต่อยอดจะก่อประโยชน์ต่อประเทศ
นอกจากนี้ เวทีประชุมวิชาการนอกรอบ ยังเสนอให้มีการเลือกตั้งลักษณะพิเศษที่นำไปสู่เป้าหมายการปฏิรูปอย่างแท้จริงในทุกด้าน โดยรัฐบาลที่ชนะการเลือกตั้งครั้งนี้จะทำหน้าที่เพียงการปฏิรูปประเทศให้สำเร็จ แต่อยู่ไม่ครบเทอมอาจจะอยู่แค่ 2 ปี หลังจากนั้นยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชนเพื่อเลือกตั้งใหม่และให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมกับ กกต.เพื่อรณรงค์ให้มีการเลือกตั้งอย่างบริสุทธิ์ ยุติธรรม ส่วนพรรคการเมืองก็ต้องแสดงความชัดเจนชูนโยบายการหาเสียงปฏิรูปประเทศ ไม่มีนโยบายประชานิยม เพราะเข้ามาแค่ทำหน้าที่ชั่วคราว ส่วนรูปแบบหรือการได้มาขององค์กรเพื่อการปฏิรูปประเทศหรือวิธีดำเนินการเป็นอย่างไรยังไม่ตกผลึก เป็นหน้าที่ของทุกฝ่ายต้องช่วยกันนำเสนอเข้ามา ซึ่งข้อเสนอดังกล่าวถือว่ามีความเป็นกลาง
แต่บทเรียนจากอดีตที่เกิดจากผลพวงทางการเมือง ควรถูกนำมาเป็นโจทย์ เพื่อหาคำตอบแก้ไขข้อบกพร่องในทุกด้าน รวมทั้งปัญหาที่ฝังรากลึกของชาติ ทั้งเรื่องฉ้อฉลคอร์รัปชั่น ความเหลื่อมล้ำทางสังคม ระบบราชการที่ถูกการเมืองครอบงำ และระบบทุนที่เข้าไปเป็นเจ้าของพรรคการเมือง เอื้อประโยชน์พวกพ้องตัวเอง สิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นปมปัญหาที่สังคมตอบรับการปฏิรูปอย่างท่วมท้น เพราะอยากเห็นประเทศหลุดพ้นจากวังวนความเลวร้ายเหล่านี้ แต่สถานการณ์ปัจจุบันที่มีคำถามว่า เลือกตั้งไปแล้วจะดีขึ้นกว่าเดิมหรือแย่ลงไปอีก ยังไม่มีใครตอบได้ แต่อยู่ที่รัฐบาลว่าจะสร้างความเชื่อถือต่อประชาชนทั้งประเทศได้หรือไม่ว่า การเลือกตั้งและการปฏิรูปเดินคู่กันได้และเกิดขึ้นจริงได้พร้อมทั้งมีความชอบธรรมด้วย



