คอลัมนิสต์

ต้องปฏิรูปทั้งสังคม

ต้องปฏิรูปทั้งสังคม

18 ธ.ค. 2556

ต้องปฏิรูปทั้งสังคม : บทบรรณาธิการประจำวันที่18ธ.ค.2556

              ยังคาดเดากันไม่ได้ว่าการเลือกตั้งหลังจากน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ประกาศยุบสภาแล้วจะมีขึ้นได้หรือไม่ แต่จนถึงขณะนี้รัฐบาลยังคงยืนยันว่าวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 ยังคงเป็นวันเลือกตั้งตามที่กำหนด ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลก็อยู่ในช่วงยื่นข้อเสนอเพื่อให้ประเทศปรับเปลี่ยนกติกาทางการเมืองครั้งใหญ่ แต่สิ่งหนึ่งที่ประชาชนส่วนใหญ่อยากเห็นคือ การปฏิรูปประเทศทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม โดยเฉพาะปัญหาที่หมักหมมมานานไม่ว่าการทุจริตคอร์รัปชั่น การบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค การกินดีอยู่ดีของประชาชน นักการเมืองต้องอยู่ในกรอบทางจริยธรรมไม่มุ่งแต่ทำงานรับใช้พรรคการเมือง หรือหาผลประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าการทำงานให้แก่ประชาชน และนี่คือความเห็นพ้องต้องกันของประชาชน แต่การเดินไปถึงจุดที่ต้องการยังไกลและยากในทางปฏิบัติเพราะสภาพการเมืองในบ้านเรานักการเมืองไม่ได้เข้ามานั่งในสภาเพื่อรับใช้ประชาชนแต่กลับไปคอยรับใช้ผู้มีอำนาจเพื่อหวังเพียงตำแหน่งหรือผลประโยชน์เป็นการตอบแทน

              ขณะที่ข้าราชการประจำก็อยู่ใต้อาณัตินักการเมืองเหตุผลหนึ่งคือ ร่ำรวยสุขสบายไปพร้อมกัน สองเพื่อความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ทำให้ข้าราชการประจำเสมือนคนรับใช้ สุดท้ายก็ต้องรับโทษจากการกระทำผิดที่ก่อไว้ นักการเมืองลอยนวล หมดศักดิ์ศรีผิดกับอดีตนักการเมืองกับข้าราชการเสมือนไม้เบื่อไม้เมา ต่างคานอำนาจซึ่งกันและกัน เมื่อนักการเมืองพยายามทุจริตถูกข้าราชการประจำขวางปรากฏมากมาย การแต่งตั้งโยกย้ายก็มาตามครรลองครองธรรม ผู้บังคับบัญชาสูงสุดในหน่วยงานสามารถให้ความดีความชอบได้ มีปากมีเสียงไม่น้อยกว่านักการเมือง แต่ปัจจุบันกลับตรงกันข้ามข้าราชการประจำมุ่งเน้นรับใช้ หาประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่ายทำให้ประเทศถูกกัดกิน กัดกร่อน ถ้าดูจากตัวเลขการจัดอันดับคอร์รัปชั่นในประเทศไทยพบว่าติดอันดับโลกหรือในเอเชียก็คงไม่ผิด นักการเมืองฝ่ายค้าน ข้าราชการประจำ หน่วยงานด้านการปราบปราม ไม่ได้ทำหน้าที่อย่างเข้มข้น ทำให้รัฐบาลที่เรียกกันว่ามาจากระบอบประชาธิปไตยผ่านการเลือกตั้ง ล้มแล้วล้มอีกจากปัญหาเหล่านี้

              ในแง่ของสังคมเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมากมายทั้งการไหลบ่าทางวัฒนธรรมต่างชาติ ความรวดเร็วของเทคโนโลยี เยาวชนถูกมอมเมาจากความล้ำสมัยในทุกๆ ด้าน ไม่มีการควบคุมสิ่งเร้าที่เข้ามาพร้อมผลประโยชน์ เจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ได้ใส่ใจกฎหมาย หรือควบคุมให้เด็ก เยาวชน อยู่ในกรอบ แต่มุ่งเน้นในเรื่องผลประโยชน์เพียงอย่างเดียว ทำให้อนาคตของชาติ ต้องเสียหายทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา หากมองถึงอนาคตคุณภาพของคนยิ่งต่ำลงจากปัญหาที่เรื้อรัง ผ่านกระบวนการคิดผิดๆ ผู้รักษากฎหมายปล่อยปละละเลย ผลประโยชน์ที่ได้มาสุดท้ายก็จะย้อนกลับเข้าสู่นักการเมือง ผู้มีอำนาจทางการเมืองผ่านการแต่งตั้งโยกย้าย คดีอาชญากรรมพุ่งสูงทั้งในระดับรากหญ้าหรือแม้กระทั่งอาชญากรทางเศรษฐกิจที่ผู้เกี่ยวข้องมีทั้งเงินและอำนาจทางการเมือง เจ้าหน้าที่รัฐไม่สามารถจับต้องได้ เหล่านี้ต้องได้รับการแก้ไขและพัฒนาไปร่วมกัน หากถึงแม้จะเกิดการปฏิรูปขึ้นจริงตามที่หลายฝ่ายต้องการไม่ใช่ปฏิรูปแต่กติกาทางการเมืองเท่านั้น แต่ทั้งหมดต้องเดินไปพร้อมกัน