
พรรคขนาดกลางกับการปฏิรูป
พรรคขนาดกลางกับการปฏิรูป : ขยายปมร้อน โดยศรายุทธ สายคำมี
มีบทสรุปกันมานานแล้วว่า ปัญหาในบ้านเมืองไทยจนมาถึงวันนี้ล้วนแต่เกิดจาก "นักการเมือง" ที่พยายามใช้ทุกวิถีทางเพื่อให้ยึดครองอำนาจ และเมื่อได้อำนาจมาแล้วก็พยายามหาช่องทางเพื่อใช้อำนาจนั้นเพื่อตนเอง และพวกพ้อง
ที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้ก็ผลพวงจากตรงนั้น !
ปี 2540 เราได้รัฐธรรมนูญที่เป็นผลลัพธ์จากแรงกดดันจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ และในช่วงนั้นเราต่างก็เชื่อว่า ได้กติกาสูงสุดของประเทศที่ดีที่สุดมาแล้วฉบับหนึ่ง
แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปก็ได้ประจักษ์กันแล้วว่า นั่นหาใช่สิ่งที่ "เหมาะสม" กับประเทศไทยอย่างแท้จริง
กระแสปฏิรูปการเมืองก่อนที่จะได้รัฐธรรมนูญปี 2540 นั้น รุนแรง ได้รับการตอบรับจากประชาชนทั่วประเทศ รถยนต์แทบทุกคันถูกประดับด้วยธงเขียว ผ้าสีเขียว เพื่อแสดงให้เห็นว่า สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ประเทศได้เดินหน้าสู่การปฏิรูปการเมือง
แต่น่าเสียดาย ภายหลังได้รัฐธรรมนูญที่คิดว่าดีที่สุด เหมาะสมกับประเทศไทยในยามนั้น แต่สุดท้ายก็ปรากฏชัดแล้วว่า ไม่มีอะไรที่ดีที่สุด เหมาะสมที่สุดตลอดไป และไม่อาจยับยั้งความอยากของนักการเมืองที่ก้าวขึ้นสู่อำนาจอย่างมั่นคง (ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ) แล้ว จะไม่ใช้อำนาจเพื่อสร้างฐานผูกขาดอำนาจของตนเองได้
กระแสดูดพรรคการเมืองและส.ส.ไปรวมจนได้พรรคขนาดใหญ่ แล้วถูกล็อกเอาไว้ด้วยกติกาการลงสมัครรับเลือกตั้งต้องสังกัดพรรคก่อนวันเลือกตั้ง 90 วัน
แม้ไม่ใช่สัตว์เลี้ยง แต่กติกาที่ว่าก็ทำให้นักการเมืองเหล่านั้นเสมือนมีปลอกคอสวมเช่นกัน!
จะมีก็เพียงแต่พรรคการเมืองระดับกลาง ซึ่งเวลานั้นมีอยู่หลายพรรคที่มั่นใจในฐานคะแนนที่กล้ายืนหยัดไม่ไหลไปรวมตามกระแสดึงดูดของทุนใหญ่ แต่ภาพรวมก็ไม่ได้ทำให้การเมืองไทยดูดีไปกว่าเดิมเท่าใดนัก
นอกจากการประกาศสนับสนุนการปฏิรูปการเมือง และนำไปเป็นเนื้อหาหลักในการหาเสียงเลือกตั้ง กระทั่งบางพรรคถึงกับได้รับชัยชนะ แต่ก็น่าตกใจว่า หลังจากนำการปฏิรูปการเมืองหลังจากคว้าชัยชนะ ผ่านร้อนผ่านหนาวมานักต่อนัก พรรคการเมืองเหล่านั้นกลับถูกศาลสั่งยุบพรรค แกนนำพรรคจำนวนมากถูกศาลสั่งให้เว้นวรรคทางการเมือง 5 ปี
แต่ถึงจะถูกสั่งให้ยุบพรรค กรรมการบริหารพรรคถูกสั่งให้เว้นวรรค 5 ปี แต่กิจกรรมของพรรคขนาดกลางเหล่านั้นก็ยังคงดำเนินต่อไป ภายใต้ชื่อพรรคใหม่ แต่รูปแบบ แนวทางทางการเมืองยังคงเลือกเดินเคียงข้างพรรคที่เป็นรัฐบาลไม่เปลี่ยนแปลง
ต่างกันแค่ว่า อดีตแกนนำพรรคที่ถูกสั่งเว้นวรรคนั้น ภายนอกเหมือนไร้อำนาจ แต่ความจริงบารมียังคับพรรค แถมไม่ต้องชี้แจงบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.
ท่ามกลางคำถามจากสังคมภายนอกว่า พรรคการเมืองเหล่านั้นใช่เป็นส่วนหนึ่งของวิกฤติการเมืองด้วยหรือไม่..ใช่เป็นเครื่องมือสนับสนุนให้ความมุ่งมั่นของพรรคใหญ่ผู้ครองอำนาจกล้าทำในสิ่งที่บางครั้งขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่?
การผลักดันร่างกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับสุดซอยยกความผิดกันยกเข่ง อันเป็นที่มาของวิกฤติการณ์การเมืองในปัจจุบันฉบับนี้ก็ได้รับการยกมือสนับสนุนจากบรรดา ส.ส.ของพรรคขนาดกลางที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล
เช่นเดียวกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของวุฒิสภาที่ผ่านการพิจารณาไปแล้ว และศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่า ขัดต่อรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน
ถามว่า ข้อกฎหมายเหล่านี้ ระดับพรรคการเมืองเก่าแก่ขนาดนี้ จะไม่รับรู้กันมาก่อนหรือว่า มันขัดกับกติกาสูงสุดของประเทศที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
ขณะเดียวกันก็น่าสนใจว่า มีการประเมินกันบ้างหรือไม่ว่า ถ้ามันขัดรัฐธรรมนูญแล้วจะก่อปัญหาบานปลายจนถึงขนาดคนเกือบทั้งประเทศออกมาชุมนุมกันจำนวนมากมาย จนพูดได้เต็มปากว่า ไม่เคยมีการชุมนุมทางการเมืองครั้งไหนในประเทศที่มีคนมาร่วมชุมนุมมากเท่าครั้งนี้มาก่อน
ถ้าหากการชุมนุมทางการเมืองครั้งนี้เกิดเหตุบานปลาย เกิดความสูญเสีย เคยประเมินบ้างไหมว่า นอกจากพรรคแกนนำที่เป็นตัวตั้งตัวตีจุดชนวนความขัดแย้งแล้ว "ผู้สนับสนุน" ยกมือผ่านกฎหมายจะแสดงความรับผิดชอบอย่างไร
ถ้อยแถลงของ นิกร จำนง ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ที่พยายามชี้ว่า ปัญหาในบ้านเมืองนั้นมีอยู่แต่เดิมแล้ว แม้ไม่มีการผลักดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมเข้ามา และเห็นว่า รากเหง้าความขัดแย้งมาจากระบอบประชาธิปไตยที่แบ่งเป็น 2 ทัศนคติ
ไม่ว่าจะเป็นการพูด โดยผ่านการกลั่นกรองจากที่ประชุมพรรคชาติไทยพัฒนามาก่อนหรือไม่ แต่ก็ถือว่าชัดเจน ว่า ถ้าผิด ก็ผิดเพียงเล็กน้อย เพราะความขัดแย้งมีอยู่แล้ว ทั้งที่ในความเป็นจริง ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมนั่นต่างหากที่เป็น "ฟางเส้นสุดท้าย" เพราะผู้คนในบ้านเมืองรับไม่ได้กับการนิรโทษกรรมให้แก่ผู้ที่ถูกศาลชี้ว่า "ทุจริต"
ทั้งหมดนี้เป็นที่มาของคำถามที่ว่า การปฏิรูปการเมืองนั้น แท้จริงแล้ว เราต้องการอะไร ประเทศต้องการอะไร แล้ว "นักการเมือง" ล่ะ ต้องการอะไร?
...............................
(หมายเหตุ : พรรคขนาดกลางกับการปฏิรูป : ขยายปมร้อน โดยศรายุทธ สายคำมี)



