
สิ่งที่พึงระวังของเวทีปฏิรูป
สิ่งที่พึงระวังของเวทีปฏิรูป : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 17 ธ.ค.2556
จำนวนเวทีปฏิรูปการเมืองและความเห็นที่แตกต่างกัน ในช่วงการเริ่มต้นเพื่อเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปการเมืองนั้น อาจทำให้หลายต่อหลายคนมองว่า ความขัดแย้งและความแตกต่างอาจทำให้ประเทศไทยยังคงติดหล่มอยู่กับความขัดแย้ง และความหวังที่จะปฏิรูปประเทศไทยในทุกด้านนั้นเป็นเรื่องที่ไกลเกินกว่าสังคมไทยจะก้าวไปถึง เพราะเพียงแค่จะให้ผ่านความเห็นที่แตกต่าง ยังไม่ต้องก้าวข้ามความขัดแย้งที่หยั่งรากลึกในทุกมิติ เพื่อไปสู่ความสมัครสมานสามัคคี ก็เป็นเรื่องหาความเป็นไปได้แทบไม่เจอกันแล้ว
ความจริงควรมีการกำหนดกันเบื้องต้นว่า ข้อเสนอต่างๆ ที่นำเสนอกันนั้น อย่าได้คิดเพียงเพื่อว่าจะเป็นคุณต่อชาติบ้านเมือง หากแต่บรรดาผู้ที่คิดว่าเป็นตัวแทนทั้งหลายที่เข้าร่วมประชุมนั้น พึงระมัดระวังเสมอว่า ที่มาประชุมร่วมแสดงความคิดเห็นนั้น มาในฐานะอะไร เพราะต้องไม่ลืมว่า ความขัดแย้งที่รุนแรงในเวลานี้ มีอยู่สองฝ่าย คือ ฝ่ายผู้ชุมนุม ที่ต้องการให้เลื่อนการเลือกตั้งทั่วไปออกจากเดิมที่รัฐบาลประกาศยุบสภาและกำหนดให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 ฝ่ายรัฐบาลเห็นว่า ควรให้มีการเลือกตั้งในวันดังกล่าว ขณะเดียวกันก็มีอีกหลายฝ่ายเห็นว่า การเลือกตั้งไม่เป็นทางออกของประเทศในยามนี้
การชิงประกาศสนับสนุนให้มีการเลือกตั้งในวันดังกล่าว มองเผินๆ อาจไม่เป็นเรื่องที่เลวร้ายนัก แต่หากมองในอีกมุม กลับเป็นเรื่องที่สุ่มเสี่ยงจะทำให้เกิดผลกระทบเชิงลบต่อสภาพความขัดแย้งที่มีอยู่ ดังจะเห็นได้จากการที่ พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ปลัดกระทรวงกลาโหม สนับสนุนให้มีการเลือกตั้งตามแนวทางของ ผบ.ทสส. (ตรงกับความต้องการของรัฐบาล) โดยอ้างว่า กองทัพมีหน้าที่รับใช้และพิทักษ์ระบอบประชาธิปไตย ถือเป็นเรื่องที่สุ่มเสี่ยงที่จะไปขยายวงความขัดแย้งให้เพิ่มขึ้นมากไปอีก
บทบาทของกองทัพที่ผ่านมาได้รับการยอมรับจากประชาชนในระดับที่เรียกได้ว่า ดีขึ้นเป็นลำดับ นับตั้งแต่การสั่งการให้หน่วยทหารออกมาช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภาวะน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 หลังจากก่อนหน้านี้มีการเข้ายึดอำนาจเมื่อปี 2549 และการเข้ากระชับพื้นที่และขอคืนพื้นที่จากผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงเมื่อปี 2553 และเมื่อมาถึงปีนี้ซึ่งเป็นปีที่ความขัดแย้งทางการเมืองมาถึงจุดสูงสุด เพราะมีผู้ชุมนุมจำนวนมากออกมาต่อต้านรัฐบาล กระทั่งมีการยุบสภา ทุกย่างก้าวของกองทัพจึงถูกจับตามอง เพราะเชื่อว่า หากกองทัพเอนเอียงไปหาฝ่ายใด ฝ่ายนั้นจะได้เปรียบทางการเมืองในทันที
อย่างไรก็ตาม ปัญหาเหล่านี้เป็นการบ้านให้บรรดาผู้ที่เป็นเจ้าภาพจัดเวทีสาธารณะเพื่อการปฏิรูปการเมือง ด้วยการระดมความเห็นแต่ละภาคส่วนนั้น จะต้องกำหนดให้แน่นอนชัดเจนว่า ต้องการฟังเสียงใครบ้าง ฟังกี่ครั้ง และจะทำอย่างไรเพื่อให้เสียงเหล่านั้นเป็นตัวแทนกลุ่มคนทั่วประเทศจริงๆ ไม่ใช่ชิงจังหวะเหมารวมเอาว่าเป็นตัวแทนมาประกาศจุดยืน ซึ่งหากเป็นจุดยืนที่ทำให้มองเห็นหนทางที่จะนำไปสู่การปฏิรูปการเมืองร่วมกันไปได้ก็ดีไป แต่หากแสดงออกไปแล้วยิ่งไปขยายช่องว่างของความขัดแย้งให้เกิดมากขึ้น ก็จะต้องเป็นเรื่องที่พึงสังวรของบรรดาผู้จัดงานทั้งหลาย เพราะต้องไม่ลืมว่า เวทีปฏิรูปนั้น เกิดขึ้นด้วยเพราะความเชื่อมั่นที่หลงเหลืออยู่เพียงน้อยนิด หากความชื่อมั่นเหล่านั้นถูกทำลายลงไปแล้ว บ้านเมืองจะอยู่อย่างไร



