
นักการเมืองต้องเสียสละ
นักการเมืองต้องเสียสละ : บทบรรณาธิการประจำวันศุกร์ที่ 13 ธันวาคม 2556
การหารือร่วมกันของภาคเอกชน 7 องค์กรเพื่อเสาะแสวงหาทางออกจากวิกฤติการณ์ทางการเมืองของประเทศในขณะนี้ ได้ข้อสรุปที่ค่อนข้างเป็นรูปธรรมจับต้องได้ โดยมีแนวทางที่จะจัดตั้งองค์กรขึ้นมาเพื่อปฏิรูปประเทศ องค์กรที่ว่านี้จะมีองค์ประกอบที่ได้รับการยอมรับจากประชาชนทุกกลุ่มทุกฝ่าย มีความน่าเชื่อถือ และมีหน่วยงานคอยกำกับเพื่อให้ดำเนินการไปตามกรอบเวลาและวัตถุประสงค์ สำหรับโจทย์ใหญ่เรื่องระยะเวลาการเลือกตั้งนั้น ในเวทีการหารือร่วมได้ข้อสรุปว่า ไม่มีช่องทางเลื่อนการเลือกตั้งออกไปได้ และหากเลื่อนเลือกตั้งออกไปอาจถูกครหาเรื่องการไม่ยึดหลักประชาธิปไตย ทั้งยังเป็นภาพไม่ดีในสายตาของนานาชาติได้ จึงเห็นพ้องกันว่า ต้องให้เป็นไปตามกระบวนการ
อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชน 7 องค์กรยังมีความเห็นว่า ในช่วงเวลานับจากนี้ จะต้องวางกรอบที่ชัดเจนร่วมกันเสียก่อน อาจให้นักการเมือง พรรคการเมือง ทำ "สัตยาบันร่วมกัน" หรือทำ "สัญญาประชาคม" ว่า สภาผู้แทนราษฎร และคณะรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาหลังเลือกตั้ง ต้องมีภารกิจพิเศษ เดินหน้าเฉพาะเรื่องปฏิรูปการเมืองเท่านั้น ส่วนภารกิจอื่นๆ โดยเฉพาะเรื่องที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้ง เช่น การผลักดันกฎหมายหรือนโยบายบางเรื่องอาจต้องชะลอไว้ก่อน เมื่อสภาปฏิรูปทำงานเสร็จ รัฐบาลชุดนี้ก็ต้องประกาศยุบสภาคืนอำนาจกลับไปให้ประชาชนใช้สิทธิเลือกตั้งภายใต้กติกาใหม่ที่เห็นชอบร่วมกัน
เมื่อหลายฝ่าย โดยเฉพาะภาคเอกชนดังที่กล่าวมา ได้ออกมาแสดงบทบาทแผ้วถางทางอันดูเหมือนจะตีบตันเพื่อนำไปสู่ "โฉมหน้าใหม่" ของการเมืองและประเทศไทยในอนาคตเช่นนี้แล้ว โจทย์ใหญ่ข้อหนึ่งจึงน่าจะกลับไปอยู่ที่ "นักการเมือง" ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลผู้ตกเป็นเป้าแทบทุกครั้ง เมื่อสังคมปรับโฟกัสไปที่ปัญหาคอร์รัปชั่น การใช้อำนาจไปในทางมิชอบ และการสืบทอดอำนาจผ่านทายาททางการเมืองภายใต้ "ระบอบ" ที่พวกเขาร่วมกันสร้างขึ้นมานานหลายทศวรรษ ซึ่งการปฏิรูปครั้งใหม่ย่อมต้องเปิดโอกาสให้พวกเขามีที่เหยียบยืนในทางการเมืองตามสิทธิที่พวกเขาพึงมี แต่กระนั้นก็ดี ถึงเวลานี้แล้ว นักการเมืองจำเป็นต้อง "เสียสละ" พิจารณาบทบาทของตนเองเพื่อนอกจากเปิดทางให้เกิดการปฏิรูปโดยโปร่งใสแล้ว ยังต้องพร้อมเข้าสู่การเมืองใหม่ที่ถูกสร้างให้ยุติธรรมและสะอาดมากขึ้น ดังเช่นคำขอให้พวกเขาลงสัตยาบันด้วย
ขณะเดียวกัน การชุมนุมของมหาประชาชน เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน และ 9 ธันวาคม 2556 ได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับการเมืองไทยในบทที่ว่าด้วย "การเมืองภาคประชาชน" ที่ทุกๆคนซึ่งก้าวย่างออกจากบ้านสู่ท้องถนนไม่เป็น "ไทยทน" หรือ "ไทยเฉย" อีกต่อไป เพื่อประกาศทวง "สิทธิ" โดยชอบธรรมของพวกเขากลับคืน ซึ่งนอกจากจะนำมาซึ่งชัยชนะครั้งสำคัญอันเปิดประตูไปสู่การปฏิรูปการเมืองแล้ว "การเมืองภาคประชาชน" ที่แข็งแกร่งและยั่งยืนยังจะเป็นดั่งหางเสือรัฐนาวาที่คอยคัดท้ายพรรคการเมืองและนักการเมืองไทยให้เดินอยู่ภายในกรอบกติกาที่สร้างขึ้นใหม่ ไม่ใช่ "ระบอบ" พวกพ้องน้องพี่ซึ่งมุ่งแสวงประโยชน์และอำนาจ ที่จะต้องถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้นในอนาคตด้วย



