
ปรับเปลี่ยนเพื่อก้าวพ้นวิกฤติ
ปรับเปลี่ยนเพื่อก้าวพ้นวิกฤติ : บทบรรณาธิการประจำวันที่12ธ.ค.2556
ประเทศไทยยังยากก้าวพ้นวิกฤติการเมือง เพราะสองฝ่ายไม่ลดราวาศอก ยึดมั่นในเหตุผลของฝ่ายตนเอง หรือพยายามถอยหลังคนละก้าว ฝ่ายหนึ่งมีมวลมหาประชาชนเป็นกำลังหนุน ส่วนฝ่ายรัฐบาลใช้ระบบประชาธิปไตยเป็นเสาค้ำจุน อีกทั้งมีมวลชนที่เทคะแนนเสียงเลือกตั้งจำนวนมากเป็นกลุ่มสนับสนุนเช่นกัน แต่ดูเสมือนว่าได้เกิดภาวะเดดล็อกหรือทางตันที่ต้องพิจารณาให้รอบคอบ การเสนอของ "ประชาภิวัฒน์" ต้องการสร้างระบบใหม่ในรูปแบบสภาประชาชน เนื่องจากไม่ไว้วางใจนักการเมืองตลอดจนพรรคการเมืองที่มีพฤติกรรมฉ้อฉล เอื้อประโยชน์พวกพ้อง แต่ตรงนี้ได้เกิดคำถามว่าจะทำได้อย่างไรในเมื่อรัฐธรรมนูญและระบบเลือกตั้งถือเป็นหัวใจสำคัญ และการก้าวไปสู่สภาประชาชนเป็นการทำในสิ่งที่ผิดหลักการหรือไม่
นักวิชาการชั้นนำ นายธีรยุทธ บุญมี ผู้อำนวยการสถาบันสัญญาธรรมศักดิ์เพื่อพัฒนาประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้มุมมองต่อการชุมนุมของมวลมหาประชาชนว่าไม่ใช่ปัญหาว่าเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ และไม่ใช่เป็นการไม่เคารพเสียงส่วนใหญ่ แต่เป็นทั้งการใช้สิทธิและการปฏิบัติหน้าที่อันจำเป็นและหลีกเลี่ยงไม่ได้ในการต่อต้านล้มล้างรัฐบาลที่ถูกมองว่าขาดความชอบธรรม ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย พร้อมกับระบุว่า มวลมหาประชาชนเป็นเสมือนฐานราก ยังจำเป็นต้องมีส่วนอื่นๆ คือ เสา ฝา หลังคา รั้ว เพื่อประกอบเป็นโครงสร้างที่สมบูรณ์ คือมีองค์กรแนวร่วม ที่ประกอบด้วยบุคคลที่เสมือนเป็นทุนทางสังคม ตลอดจนองค์กรภาคธุรกิจและต้องมีองค์ประกอบจากตัวแทนรากหญ้า ผู้นำปัญญาชนการเมืองท้องถิ่นทุกจังหวัดด้วย
ขณะที่นักวิชาการกว่า 155 คนจากหลายสถาบันการศึกษา ได้ร่วมกันก่อตั้งสมัชชาปกป้องประชาธิปไตย หรือ สปป. พร้อมออกแถลงการณ์ไม่เห็นด้วยกับ กปปส. ในการเสนอตั้งสภาประชาชน เพราะจะเกิดขึ้นได้ด้วยวิธีเดียวคือการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ส่วนการเรียกร้องนายกฯ คนกลางเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญเช่นกัน จึงเห็นว่าทุกฝ่ายต้องเดินหน้าตามระบอบประชาธิปไตยเข้าสู่การเลือกตั้ง และให้ทุกพรรคทำสัญญาประชาคมว่าจะให้มีการปฏิรูปการเมืองโดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ยังเตือนว่าความพยายามผลักดันให้ไปสู่ระบบที่ไม่มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญและไม่เป็นประชาธิปไตย สุ่มเสี่ยงจะกลายเป็นสงครามกลางเมืองและเกิดการนองเลือดได้ ดังนั้นควรที่ทุกฝ่ายยอมรับวิถีทางหลักและกลับมายึดระบบเพื่อความสันติ
เมื่อมองผ่านเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ "มหานกหวีด" เป็นการขับเคลื่อนมวลชนในสังคมที่หมดความอดทนต่อนักการเมืองและรัฐบาล ที่ได้กระทำการในหลายสิ่งมีผลทำลายความเชื่อมั่น ความเชื่อถือ ซึ่งมีอยู่น้อยอยู่แล้วในหมู่คนส่วนใหญ่ เห็นชัดที่สุดก็คือกรณีร่างกฎหมายนิรโทษกรรมสุดซอย การไม่ยอมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของ ส.ว. และการที่ไม่เคยรับฟังเสียงทักท้วงจากสังคมถึงนโยบายบริหารประเทศจนมวลชนต้องออกมาเดินบนถนน ดังนั้นทุกพรรคการเมืองต้องปรับเปลี่ยนจากภายในองค์กรของตัวเอง และรับฟังทุกภาคส่วน รวมทั้งเต็มใจปรับเปลี่ยนกติกาและร่วมปฏิรูปการเมืองไปกับสังคมโดยยึดระบอบประชาธิปไตยเป็นหลัก เพื่อก้าวผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปให้ได้



