คอลัมนิสต์

ไม่ยึดหลักนิติธรรมประชาชนมีสิทธิเรียกอำนาจกลับคืน

ไม่ยึดหลักนิติธรรมประชาชนมีสิทธิเรียกอำนาจกลับคืน

11 ธ.ค. 2556

ไม่ยึดหลักนิติธรรมประชาชนมีสิทธิเรียกอำนาจกลับคืน : กระดานความคิด โดยเสรี สุวรรณภานนท์

             “รัฐบาล” และ “รัฐสภา” กระทำความผิดหลายเรื่อง ตั้งแต่การเสนอร่างกฎหมายล้างผิดคอร์รัปชั่น เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ตัวเอง การเสนอร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท และที่ผ่านมามีข้อกล่าวหาว่ามีการทุจริตคอร์รัปชั่นเกือบทุกโครงการ จนกระทั่งต่อมาศาลรัฐธรรมนูญ ได้วินิจฉัยว่า การกระทำดังกล่าว เป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68

             “รัฐบาล” และ "รัฐสภา” จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ที่ไม่ได้เป็นไปตามหลักนิติธรรม ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรคท้าย กรณีนี้เท่ากับว่า “รัฐบาล” และ “รัฐสภา” อยู่ในภาวะขาดความชอบธรรมหรือหมดความชอบธรรม ที่จะทำหน้าที่ในตำแหน่งอีกต่อไป  อันเป็นความผิดต่อรัฐธรรมนูญ ที่ถูกถอดถอนได้ ตามมาตรา 270

             สิ่งที่เกิดขึ้น ถือได้ว่า “รัฐบาล” และ "รัฐสภา" กระทำความผิดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 270  ซึ่งประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวนไม่น้อยกว่า 2 หมื่นคน มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอให้ถอดถอนบุคคล (คณะรัฐมนตรี และสมาชิกรัฐสภา) ออกจากตำแหน่งได้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 164 และมาตรา 271 วรรคท้ายได้

             ดังนั้น ประชาชนที่ออกมาขับไล่คนที่ถูกถอดถอนดังกล่าว จึงไม่จำเป็นต้องมีจำนวนเท่ากับคะแนนเสียงที่ตัวเองได้รับการเลือกตั้งเข้ามา คือ คนที่ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง แม้ว่าจะได้รับเลือกตั้งมาด้วยคะแนนเสียงของประชาชนเรือนหมื่นเรือนแสน แต่เมื่อมากระทำความผิดเกิดขึ้นจนประชาชนไม่ประสงค์ให้อยู่ในตำแหน่งอีกต่อไป ประชาชนมีจำนวนไม่น้อยกว่า 2 หมื่นคนจึงมีสิทธิออกมาขับไล่ รัฐมนตรีหรือสมาชิกรัฐสภา (คนใดคนหนึ่งหรือทั้งหมด) ที่กระทำความผิดต่อรัฐธรรมนูญดังกล่าวได้

             โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่มีประชาชนนับแสนนับล้านคนออกมาขับไล่ ว่ากระทำความผิดหลายประการว่าทำผิดต่อกฎหมายหรือผิดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 270 ข้างต้น นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่า คนที่เป็นนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีและหรือสมาชิกรัฐสภา (ที่ถูกขับไล่อยู่ในขณะนี้) ไม่มีความชอบธรรมที่จะอยู่ในตำแหน่งอีกต่อไปดังกล่าว โดยไม่จำเป็นต้องมีการถอดถอนบุคคลดังกล่าวออกจากตำแหน่ง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 164, 270 ถึงมาตรา 274

             แต่คนที่เป็นนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีและสมาชิกรัฐสภา  สามารถถูกประชาชนใช้อำนาจโดยตรง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 ออกมาถอดถอนบุคคลดังกล่าวออกจากตำแหน่งได้

             ซึ่งมาตรา 3 วรรคแรก ได้บัญญัติว่า  “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้น ทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้”

             นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่า มาตรา 3 วรรคแรก ได้บัญญัติถึงอำนาจอธิปไตย เป็นของปวงชาวไทย ซึ่งเมื่ออำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยแล้ว ประชาชนเรือนแสนหรือเรือนล้านคน จึงมีสิทธิที่จะใช้อำนาจอธิปไตยได้โดยตรงได้ เพราะความเป็นเจ้าของ เป็นอำนาจอธิปไตยอันยิ่งใหญ่ ที่ประชาชนมีสิทธิออกมาใช้อำนาจโดยตรงดังกล่าวได้เอง ซึ่งเป็นไปตามแก่นแท้ของหลักสำคัญของความเป็นเจ้าของอำนาจที่แท้จริง

             โดยกรณีที่ประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยตามมาตรา 3 ออกมาใช้อำนาจอธิปไตยซึ่งเป็นของประชาชนโดยตรงด้วยตนเองนี้ มีโอกาสเกิดขึ้นได้ เมื่ออำนาจทางนิติบัญญัติ (รัฐสภา) และอำนาจทางบริหาร (คณะรัฐมนตรี) ไม่มีความชอบธรรมที่จะอยู่ในอำนาจอีกต่อไป กล่าวคือ ที่ผ่านมาได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยการใช้อำนาจที่ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม ตามมาตรา 3 วรรคสอง  ประชาชนจำนวนเรือนแสนเรือนล้าน จึงมีสิทธิออกมาทำหน้าที่ในการเรียกอำนาจจากรัฐสภาและคณะรัฐมนตรีคืนกลับมาได้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรคแรกดังกล่าว

             ส่วนเมื่อประชาชนเรียกอำนาจอธิปไตยคืนกลับมาจากรัฐสภาและคณะรัฐมนตรีได้แล้ว ประชาชนก็มีสิทธิที่จะถวายอำนาจแก่พระมหากษัตริย์ ทรงใช้พระราชอำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 และมาตรา 7 ดังกล่าวได้ต่อไป