คอลัมนิสต์

ประเทศต้องเดินหน้า

ประเทศต้องเดินหน้า

11 ธ.ค. 2556

ประเทศต้องเดินหน้า : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 11ธ.ค.2556

             พลันที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ออกโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจประกาศยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ทำให้สถานการณ์ดูเหมือนว่ากำลังคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น หลังจากรัฐบาลยอมถอยเพื่อลดแรงกดดันจากกลุ่มผู้ชุมนุมที่พากันเดินเข้าปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล ด้านหนึ่งอาจมองว่าเสี่ยงต่อการสูญเสียจากเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ขณะเดียวกันการยุบสภาครั้งนี้ก็ถูกมองว่าถอยเพื่อเปิดเกมรุกใหม่ในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในอีกไม่เกิน 60 วันข้างหน้าตามกฎหมาย แต่หากสภาพความเป็นจริงกลับตรงกันข้าม ความขัดแย้งครั้งนี้เป็นเพียงการเดินทางเข้าสู่จุดเปราะบางอีกครั้งหนึ่งเท่านั้น แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมได้วางเป้าหมายจัดระเบียบประเทศขึ้นใหม่โดยประกาศยึดอำนาจคืนให้แก่ประชาชน หรือปรากฏการณ์ "ประชาภิวัฒน์" เพื่อตั้งนายกรัฐมนตรีคนกลางมาบริหารประเทศช่วงสุญญากาศ เป็นรัฐบาลของประชาชน ประเด็นนี้เองที่หลายคนตั้งข้อสังเกต ทั้งนักการเมืองเอง ประชาชน นักกฎหมาย ฝ่ายวิชาการ ภาคธุรกิจต่างๆ ว่าประเทศจะก้าวไปสู่จุดหมายนั้นโดยวิธีใด

             แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ปมปัญหาทางข้อกฎหมายก็ยังคงหาทางออกกันอยู่ ไม่ว่าฝ่ายผู้ชุมนุมหรือแม้กระทั่งรัฐบาลเองก็พยายามอุดช่องว่างนี้เพื่อเดินหน้าสู่การเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้ ในแง่ของตัวบทกฎหมายอาจมีเวลาในการหาทางออก แต่ในด้านเศรษฐกิจ สังคม ชีวิตความเป็นอยู่ นั้นรอไม่ได้ ประเทศต้องเดินหน้าในทุกภาคส่วน ไม่ว่าด้านการเกษตร อุตสาหกรรม ธุรกิจขนาดใหญ่ ขนาดย่อย ภาคครัวเรือน ยังมีเรื่องการรวมตัวของประชาคมอาเซียนที่จะเริ่มขึ้นในอีก 2 ปีข้างหน้านี้ แต่บ้านเมืองเรากลับยังตั้งตัวไม่ติดจากปัญหาทางการเมืองที่ก่อตัวเรื้อรังต่อเนื่องมาหลายปี การลงทุนทั้งทางโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาคน การปรับปรุงด้านเทคโนโลยีเพื่อรองรับประเทศอาเซียนด้วยกันยังประสบปัญหาและหยุดชะงักลง ทั้งหมดจะส่งผลถึงความเติบโตของประเทศในอนาคต

             ขณะที่นักธุรกิจ นักลงทุน เรื่อยลงไปถึงอุตสาหกรรมครัวเรือนและประชาชนโดยรวมของประเทศต่างก็อยากเห็นทางออกที่เป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด ความขัดแย้งของนักการเมืองต้องทิ้งไว้ข้างหลัง เนื่องเพราะจนถึงขณะนี้ทั้งฝ่ายรัฐบาลและกลุ่มผู้ชุมนุมต่างก็อ้างความชอบธรรมกันอยู่ และยิ่งเกิดการตีความกันไปใหญ่เหตุจากการสื่อสารในโลกออนไลน์ที่ไปไกลขนาดที่ว่าประเทศไทยอาจมีถึงสองรัฐบาลในเวลาเดียวกัน ความสับสนและไม่แน่นอนแบบนี้จะยิ่งส่งผลซ้ำเติมประเทศ เงินทุนต่างชาติต่างรอดูสถานการณ์ ตลาดทุนเกิดความลังเล ยังกระทบถึงการท่องเที่ยวที่ทำรายได้อันดับต้นของประเทศ เม็ดเงินหายไปจากระบบมากมาย ตัวเลขนักท่องเที่ยวลดลงจากช่วงฤดูการท่องเที่ยวหากเทียบกับปีที่แล้ว เพราะสถานการณ์บ้านเมืองที่ยังไม่นิ่ง ไม่ว่าฝ่ายใดจะเดินหน้าตามเป้าหมายของตน อย่างไรเสียสิ่งสำคัญคือ ประเทศต้องเดินหน้า ควรสร้างความปรองดองให้เกิดในสังคมให้ได้ ไม่เช่นนั้นไม่ว่าฝ่ายใด สีใด จะขึ้นครองอำนาจบริหารประเทศ ปัญหาก็จะวกกลับมาไม่สิ้นสุด