
ทุกฝ่ายต้องเสียสละ
ทุกฝ่ายต้องเสียสละ : บทบรรณาธิการประจำวันที่10ธ.ค.2556
ถึงแม้ว่าจะมีเบื้องหน้าเบื้องหลังอย่างไรก็ตามที แต่การแถลงยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก็ถือได้ว่า เป็นความเสียสละอย่างหนึ่ง ตามวิถีทางของระบอบประชาธิปไตย ที่แม้ว่าฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติจะไม่มีความขัดแย้งกันก็ตาม แต่เมื่อเห็นมวลมหาประชาชนเรือนล้านชุมนุมขับไล่ แสดงความไม่พอใจรัฐบาลและฝ่ายนิติบัญญัติ ที่ผิดพลาดในกรณีการสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของวุฒิสภา จนศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่า ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แต่สมาชิกนิติบัญญัติฝ่ายรัฐบาลกลับแถลงโต้ไม่ยอมรับอำนาจศาล และอีกประเด็นคือ การผลักดัน ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม แบบยกเข่งกระทั่งคนทุจริตก็ได้อานิสงส์ด้วย
ที่เหลือก็ยังคงเป็นเรื่องราวระหว่างข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุม ที่ส่วนหนึ่งนั้นเป็นอดีตส.ส.พรรคฝ่ายค้าน ที่ได้ลาออกไปร่วมชุมนุม กับฝ่ายรักษาการคณะรัฐมนตรี ที่ส่วนใหญ่สังกัดพรรคเพื่อไทย ว่าจะทำตามข้อเรียกร้องของประชาชนที่มาชุมนุมได้มากน้อยเพียงใด หรือจะแข็งขืนปลุกมวลชนออกมาต่อสู้เพื่อให้แตกหักกันไปข้างหนึ่งอย่างที่มีกระแสร่ำลือกันก่อนหน้านี้ว่า มีคำสั่งให้รวบรวมไพร่พล เพื่อการต่อสู้ครั้งสุดท้าย และให้เตรียมพร้อมสำหรับการตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นในจังหวัดภาคอีสานบ้าง ภาคเหนือบ้าง
แต่ไหนแต่ไรมาคนไทยทั้งหลายต่างมีสำนึกร่วมกันว่า ลงได้ชื่อว่า "คนไทย" แล้ว ล้วนมีบุคลิกอ่อนน้อมถ่อมตน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ กระทั่งมาถึงยุคที่การเมืองแบ่งเป็น 2 ขั้วใหญ่ ความแตกแยกก็เริ่มต้นตั้งแต่จุดนั้น และมีพัฒนาการเรื่อยมา แต่เป็นพัฒนาการด้านลบ มีการแข่งขันอย่างรุนแรง มีการแยกเขาแยกเรา ของเขาของเรา เรื่องที่จะไปคิดเสียสละให้แก่ใครนั้น อย่าว่าแต่พวกเขาเลย พวกเราเองก็ยังยาก เมื่อความแตกแยกมาถึงขีดสุด ความรุนแรงก็เกิดขึ้น การชุมนุมทางการเมืองกลายเป็นเรื่องอันตราย ทั้งที่ควรจะเป็นกิจกรรมที่ทำให้เกิดความรู้ข้อมูลข่าวสารความเป็นไปของบ้านเมือง และการตรวจสอบนักการเมือง
ที่หนักไปกว่านั้นก็คือ การพูดคุยในเรื่องการเมืองกลายเป็นสิ่งต้องห้าม ไม่ว่าจะเป็นการสนทนาบนโต๊ะอาหาร ที่นอกจากจะศึกษาทัศนคติของเพื่อนร่วมโต๊ะก่อนหน้าแล้ว ยังต้องระแวดระวังโต๊ะข้างๆ ว่าเป็น "คอเดียวกัน" ด้วยหรือไม่ ทำให้กลายเป็นว่า สังคมไทยไม่อนุญาตให้การถกเถียงกันทางการเมืองเป็นไปอย่างอิสระ ไม่มีการถกยั่ว ถกแย้ง ไม่แสวงหาคำตอบในด้านอื่น แต่กลับส่งเสริมให้ผู้คนเชื่อในสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง กรอกหูอย่างต่อเนื่อง ผ่านสื่อต่างๆ ที่แล้วแต่ว่า ผู้ฟังอยู่ใกล้กับสื่อประเภทใด โดยที่รับสื่อมาแล้วก็ไม่ต้องตั้งคำถาม เว้นเสียแต่ว่า เป็นข้อมูลที่มาจาก "พวกเขา"
ทั้งหมดนั้นเป็นเพราะการเมือง ที่มีนักการเมืองชักจูงให้ระบบการเรียนรู้ของประชาชนคนไทยหยุดทำงาน ซึ่งก็เป็นเพราะนักการเมืองเหล่านั้น หากไม่มุ่งมั่นแสวงหาอำนาจ ก็จะเป็นฝ่ายที่ครองอำนาจอยู่แล้ว ก็รู้ว่า อำนาจนั้นจะเนรมิตสิ่งใดก็ตาม หากจะให้ครบถ้วนและเกิดความชอบธรรม ก็ต้องสะสมประชาชนหนุนหลังให้ได้มากที่สุด แม้ว่าสิ่งที่ต้องการนั้นจะเป็นสีขาว สีเทา หรือเป็นเรื่องขัดต่อกฎหมาย แต่ก็ยังเชื่อมั่นว่า หากมวลชนจำนวนมากหนุนหลังก็สามารถบอกว่าเป็นความต้องการของประชาชน เช่นนั้นแล้ว ก็จะยิ่งนำพาชาติบ้านเมืองตกต่ำจนถึงที่สุด แต่หากนักการเมืองมีสำนึกรับผิดชอบ สำนึกที่จะเสียสละเมื่อพบว่าได้กระทำการผิดพลาดไปแล้ว แม้จะทำให้บ้านเมืองเสียหาย แต่ก็ยังนับได้ว่า ไม่ยับเยินจนเกินเยียวยา



