
ก้าวสู่การปฏิรูป
ก้าวสู่การปฏิรูป : บทบรรณาธิการประจำวันจันทร์ที่ 9 ธันวาคม 2556
การประกาศลาออกจากความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) แบบยกพรรคของสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ นับเป็นอีกแรงกดดันหนึ่งที่จะเป็นตัวเร่งให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ตัดสินใจยุบสภา แม้ว่าแนวทางนี้ยังไม่เป็นไปตามข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุมโค่นล้มระบอบทักษิณ ภายใต้การนำของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ต้องการกระบวนการปฏิรูปประเทศไทยด้วยการจัดตั้งสภาประชาชนขึ้นมาทำหน้าที่เป็นตัวแทนปวงชนนำเสนอรูปแบบการปฏิรูป แต่นาทีนี้นายกรัฐมนตรีย่อมไม่มีทางเลือกเป็นอื่นไปได้ เว้นเสียแต่ว่าจะทำนิ่งเฉยเสีย เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่นั่นก็จะยิ่งเป็นการเพิ่มประเด็น เติมเชื้อ เพิ่มอุณหภูมิการเมืองให้ร้อนแรงยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรี รัฐบาล และพรรคเพื่อไทย ไม่ควรทำโดยเด็ดขาด
อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีได้แสดงเจตจำนงเอาไว้ค่อนข้างชัดเจนว่า พร้อมจะยุบสภา หรือลาออก แต่นั่นก็เป็นการแสดงท่าทีที่ไม่ได้ตอบรับคำขอของนายสุเทพ และกลุ่มผู้ชุมนุมเสียทั้งหมด เพราะความหมายของคำว่า "คืนอำนาจ" ให้ประชาชนนั้น ยังคงกำจัดกรอบเอาไว้ด้วยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ คือยุบสภา เพื่อให้ประชาชนไปใช้สิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง แต่ไม่ได้ตอบโจทย์ชัดเจนในข้อที่ว่า กระบวนการปฏิรูปการเมืองจะเกิดขึ้นได้อย่างไร และจะเป็นกลางหรือไม่ ในเมื่อรัฐบาลพรรคเพื่อไทยยังคงอยู่ในอำนาจอีกต่อไป ในฐานะรัฐบาลรักษาการ ซึ่งก็แน่นอนว่า ผู้เรียกร้องให้เกิดการปฏิรูปการเมืองย่อมไม่พอใจ และเงื่อนไขการเผชิญหน้ากันในสังคมก็ยังคงดำรงอยู่ต่อไป รอเพียงว่า ถ้าหากมีปมประเด็นใหม่ๆ ขึ้น ก็พร้อมที่จะปะทุ
การนัดหมายรวมตัวและเรียกระดมพลผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กกันอย่างคึกคัก แสดงให้เห็นแนวโน้มว่า การชุมนุมและเดินขบวนในวันจันทร์ที่ 9 ธันวาคม จะเป็นไปอย่างคึกคัก แสดงให้เห็นพลังของมวลชนที่พร้อมใจกันแสดงออกให้รัฐบาลเห็นว่า หมดความชอบธรรมที่จะบริหารบ้านเมืองต่อไปแล้ว ถ้าหากนายกรัฐมนตรียังคงเพิกเฉยต่อข้อเรียกร้องต่อไป ก็มีความเป็นไปได้มากว่า การนัดชุมนุมกันครั้งใหม่นี้อาจจะนำไปสู่ความรุนแรงขึ้นได้ ไม่ว่าจะเริ่มขึ้นที่ฝ่ายไหนก็ตาม ซึ่งเมื่อถึงจุดนั้น ประเทศชาติจะได้รับความเสียหายอย่างหนัก เพียงเพราะนักการเมืองมุ่งแต่จะเล่นเกมการเมืองเพื่อเอาชนะคะคานกันเป็นที่ตั้ง
การแสดงพลังของมวลมหาประชาชน เป็นเครื่องยืนยันว่า สังคมไทยยามนี้ปรารถนาที่จะเห็นการปฏิรูปการเมือง สร้างระบบการเมืองใหม่ที่ปราศจากการทุจริต มีธรรมาภิบาล ทุกภาคส่วนในสังคมมีส่วนร่วม บริหารจัดสรรทรัพยากรในชาติอย่างเป็นธรรม ตัวอย่างเหล่านี้จะสามารถตอบโจทย์ของกระบวนการโค่นระบอบทักษิณได้ ไม่ใช่เป็นแต่เพียงวาทกรรมเพื่อช่วงชิงอำนาจจากฝ่ายหนึ่งไปให้การเมืองอีกฝ่ายหนึ่งเท่านั้น ดังนั้นเมื่อรัฐบาลยอมคืนอำนาจให้ประชาชนส่วนหนึ่งแล้ว ก็ควรจะต้องแสดงความจริงใจด้วยการเปิดทางให้กลุ่มคนที่เป็นกลางเข้ามาขับเคลื่อนกระบวนการปฏิรูปการเมืองอย่างแท้จริง



