
ต้นเหตุของปัญหาอุทกภัยที่รุนแรงยิ่งขึ้น
ต้นเหตุของปัญหาอุทกภัยที่รุนแรงยิ่งขึ้น : กระดานความคิด โดยศาสตราจารย์ศรีราชา เจริญพานิช
ภาพอุทกภัยที่ฉายผ่านสื่อ ทำให้เห็นว่า เวลานี้ประเทศไทยอยู่ในภาวะที่เสี่ยงภัยเพิ่มมากขึ้น จากมหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นในภาคกลางและกรุงเทพมหานครเมื่อปี พ.ศ.2554 ซึ่งยาวนานเป็นพิเศษถึงเกือบ 2 เดือน ความเสียหายของประชาชนนับแสนแสนล้านบาท และรัฐต้องใช้งบประมาณในการจ่ายค่าชดเชยมากถึง 120,000 ล้านบาทนั้น เกิดจาก 2 สาเหตุใหญ่ คือ 1.การบริหารจัดการน้ำที่ผิดพลาด และ 2.การทำลายสภาพธรรมชาติในระบบนิเวศ และรวมทั้งเปลี่ยนแปลงระบบสภาวะแวดล้อม จึงทำให้เกิดผลกระทบอย่างแรง ในปัจจุบันจะเห็นว่า น้ำท่วมหมุนเวียนไปเกือบทั่วประเทศแล้ว ในปีนี้เริ่มจากอีสานตอนล่าง ต่อมาไปภาคตะวันออก และตอนนี้ก็ไปท่วมภาคใต้หลายจังหวัดแล้ว
สาเหตุแรกเรื่องการบริหารจัดการน้ำที่มุ่งแต่จะป้องกันมิให้น้ำไหลท่วมด้วยการสร้างเครื่องกีดขวางน้ำนั้น คงไม่ใช่ทางออก อันที่จริงควรจะดูแลรักษาสภาพธรรมชาติกลับไปให้เหมือนสภาพเดิมให้มากที่สุด แม่น้ำลำคลองที่ตื้นเขินหน่วยงานที่ดูแลควรจะขุดลอกให้ลึกและกว้างใกล้เคียงกับสภาพเดิม ที่เป็นปัญหาหนักคือ การบุกรุกและรุกล้ำที่ดินริมน้ำริมตลิ่ง โดยก่อสร้างเขื่อนหรืออาคารบุกรุกเข้าไปหลายสิบเมตร จนแม่น้ำลำน้ำเหลือความกว้างเพียงครึ่งเดียว
แต่สาเหตุประการที่สองอันเป็นต้นเหตุสำคัญที่ก่อปัญหาอย่างแท้จริง คือ การที่ประชาชนทำลายระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องและรุนแรงมากขึ้นทุกวัน โดยถ้าพิจารณากันถึงกรณีที่เกิดขึ้นโดยปกติ คือ เริ่มจากการบุกรุกแผ้วถางป่า ซึ่งมากขึ้นๆ ทุกวัน เพื่อเอาที่ดินไปครอบครองแล้วไปหาทางออกเอกสารสิทธิ แล้วก็เอาไปขาย ขายแล้วก็ไปบุกรุกใหม่ไปเรื่อยๆ ป่าไม้จึงถูกทำลายลงจนเหลือไม่ถึงร้อยละ 20 จากที่เคยมีอยู่เดิมกว่าร้อยละ 50 ของพื้นที่ประเทศ 320 ล้านไร่ เมื่อป่าถูกทำลายลง ดินก็ขาดความชุ่มชื้น ไม่มีต้นไม้ใบหญ้าที่ทับถมกันเช่นป่าดิบทั้งหลาย เมื่อฝนตกลงมาก็ไม่มีป่าจะดูดซับน้ำได้ น้ำก็จะไหลบ่าลงที่ต่ำ เป็นน้ำป่าหลากลงมาอย่างรวดเร็ว แม้เราจะมีเขื่อนหลายเขื่อนแต่ก็กักเก็บน้ำไว้ได้เพียง 7-8% น้ำกว่า 92% ไหลลงสู่ทะเลหมด หากเราช่วยสร้างฝายชะลอน้ำหรือขุดบ่อ สระน้ำขนาดเล็กในหมู่บ้านในตำบลให้น้ำขังในบ่อก็จะเกิดความชุ่มชื้น จึงควรช่วยกันรณรงค์ขุดบ่อโดยไม่ต้องคอยงบจากรัฐบาล โดยร่วมมืออาสาสมัครระดมเครื่องจักรที่ไม่ใช้งานมาร่วมกันขุดบ่อให้มากที่สุดจะได้ประโยชน์ทั้งอุปโภคและบริโภคและการเกษตร และยังแก้น้ำท่วมได้
ถึงเวลาแล้วที่ประชาชนคนไทยทุกคนต้องมีความรู้ความเข้าใจและตระหนักในเรื่องสิ่งแวดล้อม ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นบ้านของเรา ถ้าเราทำลายบ้านหลังคารั่ว เราก็อยู่ลำบาก ทุกคนจึงต้องช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม ปลูกป่าต้นน้ำใน 25 ลุ่มน้ำหลัก ปลูกต้นไม้ในบ้านในเมืองให้มากที่สุด ต้องรักษาระบบนิเวศไว้ให้ได้ และที่สำคัญคือ ต้องป้องกันไม่ให้เผาป่า ต้องลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ขึ้นไปในบรรยากาศ ซึ่งจะก่อให้เกิดสภาวะโลกร้อน น้ำแข็งจากขั้วโลกละลาย ซึ่งจะก่อผลให้น้ำทะเลจะสูงขึ้นเรื่อยๆ และผลกระทบอีกอย่างหนึ่งคือ การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในระบบนิเวศเหล่านี้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในบรรยากาศ ก่อให้เกิดลมพายุมากขึ้น ถี่ขึ้นและรุนแรงขึ้น ในทุกภูมิภาคของโลกอย่างไม่เคยมีมาก่อนในอดีต เช่น พายุไห่เยี่ยน ที่พัดทำลายฟิลิปปินส์ราบเป็นหน้ากลอง พายุทอร์นาโดขนาดใหญ่ในสหรัฐอเมริกา ล้วนเกิดจากฝีมือมนุษย์ที่ทำลายระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม ถึงเวลาแล้วที่ต้องเร่งให้ความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชน ชุมชน และน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรใหม่ในโรงเรียนระดับพื้นฐาน เพื่อจะได้ช่วยกันรักษ์โลกและหลีกเลี่ยงสภาวะภัยพิบัติจากน้ำและอุทกภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ



