คอลัมนิสต์

ความจริงใจ

ความจริงใจ

05 ธ.ค. 2556

ความจริงใจ : บทบรรณาธิการประจำวันศุกร์ที่ 6 ธันวาคม 2556

              การแสดงออกของนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย(ศอ.รส.) นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในทำนองตอกกลับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมโค่นล้มระบอบทักษิณด้วยท่าทีแข็งกร้าวและปรามาส อันเปรียบเสมือน "ของแถม" หลังคำประกาศยืนยันว่า นายกรัฐมนตรีจะไม่ลาออกหรือยุบสภา เพราะไม่มีเหตุผลอันควร สอดคล้องกับท่าทีของแกนนำในรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยอีกจำนวนไม่น้อย กระทั่งถึงคำประกาศกร้าวให้นายสุเทพมอบตัว สำทับคำขู่เอาผิดผู้ให้ที่พักพิงด้วยนั้น ล้วนแต่เป็น นาฏกรรมการเมืองฉากเดิมๆ ที่ตอกย้ำให้เห็น การมุ่งเอาชนะคะคานบนกระดานหมากการเมือง มากกว่าความจริงใจที่รัฐบาลและกลุ่มการเมืองในสังกัดเอื้อนเอ่ยถามหาถึงแนวทางการปฏิรูปการเมืองในห้วงเวลาที่เห็นว่าฝ่ายตนกำลังเพลี่ยงพล้ำถลำลึก

              ในทางกลับกัน ประตูกองบัญชาการตำรวจนครบาล และทำเนียบรัฐบาลที่ถูกสั่งให้เปิดออก เพื่อต้อนรับกลุ่มผู้ประท้วงให้เข้าไปภายใน โดยมีดอกไม้และมิตรภาพแลกเปลี่ยนทั้งสองฝ่าย กลายเป็นภาพที่รัฐบาลเองก็อ้างชัยชนะด้วยเช่นกัน เพราะนอกจากจะสามารถสยบความรุนแรงที่เกิดขึ้นมา 2 วันลงได้ราวปาฏิหาริย์แล้ว เหตุการณ์นี้ก็คงคล้ายกันกับตำราพิชัยสงครามโบร่ำโบราณที่ว่า ถ้าหากศัตรูยอมขอสงบศึกโดยไม่มีเหตุผลอันควรจะเป็นได้แล้ว ก็น่าเชื่อว่าจะมีแผนการตลบหลังเอาไว้ นี่คงไม่ใช่การมองโลกในแง่ร้ายเกินไปนัก ถ้าหากว่า หลังเหตุการณ์นี้ นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และอีกหลายคนจากพรรคเพื่อไทยไม่ได้แสดงให้เห็นว่า ยามเมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมเริ่มอ่อนล้าโรยแรง มวลชนไม่หนาแน่นเหมือนที่ผ่านมา ยามนั้น รัฐบาลก็สามารถควบคุมสถานการณ์และถือไพ่เหนือกว่าเอาไว้ได้แล้ว เช่นเดียวกับที่เริ่มปรากฏกลุ่มคนเสื้อแดงออกมาแสดงพลังสนับสนุนรัฐบาลในหลายจังหวัดพร้อมๆ กันเป็นระลอก

              อย่างไรก็ตาม นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลต้องไม่ลืมความจริงข้อที่ว่า คลื่นมหาชนที่พร้อมใจกันออกมาแสดงพลังปฏิเสธอำนาจรัฐ อันเท่ากับความชอบธรรมของรัฐบาลที่จะบริหารประเทศต่อไปนั้น ได้เหือดหายไปเกือบสิ้นแล้ว แม้ว่า จะสามารถเอาชนะในเกมการเมือง เกมการต่อสู้ และการชิงไหวชิงพริบได้ก็ตาม ก็ใช่ว่าชัยชนะนั้น จะนำมาเป็นเครื่องลบล้างความไม่พอใจของสังคมที่ได้แสดงประชามติไปแล้วว่าไม่ให้การยอมรับ ซึ่งถ้าหากรัฐบาลยังคงดันทุรังบริหารบ้านเมืองต่อไปโดยไม่นำพาซึ่งข้อเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอันจะนำไปสู่การปฏิรูปแล้ว การเผชิญหน้าครั้งใหม่ก็จะยิ่งแหลมคมมากขึ้น

              บทบาทของผู้บัญชาการเหล่าทัพ และการแสดงออกของตัวแทนภาคธุรกิจ นักศึกษา นักวิชาการ ข้าราชการจำนวนไม่น้อย ภาคประชาชน ตลอดจนผู้อาวุโสในชาติบ้านเมืองที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันคือ พยายามช่วยกันหาทางออกให้ประเทศชาติของเรา นับเป็นความร่วมมือร่วมใจครั้งสำคัญที่ทำให้เห็นว่า ชาติบ้านเมืองหาได้หมดทางออกในตรอกตันถ้าหากจะร่วมใจกันฝ่าฟันไปให้ได้ เช่นนี้แล้ว นักการเมืองก็ควรจะต้องใช้จิตสำนึกใคร่ครวญถึงชาติบ้านเมืองให้จงหนัก เพื่อเปิดทางให้แก่มวลมหาประชาชนที่จะก้าวเดินสู่ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ อันเป็นสัญญาประชาคมที่ทุกฝ่ายปรารถนา