
เล่าเรื่องเมืองพม่า
28 ม.ค. 2552
หากจะพูดถึงประเทศที่โชคดีและโชคร้ายในแถบเอเชียอาคเนย์แล้ว พม่าน่าจะเป็นประเทศที่โชคดีที่สุด และขณะเดียวกันก็เป็นประเทศที่โชคร้ายกว่าประเทศอื่น พม่าเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ แร่ธาตุ อัญมณี ป่าดงดิบ
และพื้นที่เกษตรกรรม แต่กลับเป็นประเทศที่มีการพัฒนาในระดับที่ต่ำ ประชากรส่วนใหญ่อยู่ในสภาพที่ยากจน ด้อยการศึกษา การสาธาณสุข และสาธารณูปโภค ที่สำคัญคือขาดเสรีภาพ
ดินแดนที่เป็นประเทศพม่าในปัจจุบันนั้น ประกอบด้วยชนกลุ่มต่างๆ ที่อาศัยอยู่ร่วมกันมาแต่สมัยโบราณ ชนกลุ่มแรกที่มีหลักฐานบันทึกว่าเป็นกลุ่มชนที่มีอารยธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเองก็คือ ชาวมอญ ซึ่งเข้ามาตั้งถิ่นฐานเมื่อประมาณ 5,000 ปีก่อน และสถาปนาอาณาจักรสุวรรณภูมิขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 2 โดยได้รับอิทธิพลทั้งทางศาสนาและศิลปวัฒนธรรมจากอินเดีย
ชาวพม่าเองเคลื่อนย้ายจากภาคเหนือเข้ามาอย่างช้าๆ จนมีกำลังเข้มแข็งถึงขั้นที่สถาปนาอาณาจักรของตนได้ที่พุกาม เมื่อ พ.ศ.1392 และแผ่อำนาจครอบคลุมดินแดนส่วนใหญ่ ในสมัยพระเจ้าอนิรุธ หรืออโนรธามังฉ่อ จนเสื่อมสลายลงเนื่องจากการรุกรานของมองโกลและความแตกแยกภายใน
หลังจากนั้นพม่าได้แตกออกเป็นสองอาณาจักร คือทางเหนือเป็นของอังวะ ส่วนทางใต้เป็นของมอญ ซึ่งตั้งราชธานีอยู่ที่หงสาวดี เมื่ออังวะพ่ายแพ้แก่ไทยใหญ่ พระเจ้าตะเบงชะเวตี้ได้ถอยมาตั้งอาณาจักรแห่งใหม่ที่ตองอู และสามารถรวบรวมหัวเมืองน้อยใหญ่ไว้ใต้อำนาจได้ และได้ย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่หงสาวดีภายหลังที่มีชัยเหนือพวกมอญ พระเจ้าบุเรงนองซึ่งขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์องค์ต่อมาได้สร้างความยิ่งใหญ่แก่หงสาวดี ด้วยการทำสงครามขยายอาณาจักรออกไปยังประเทศใกล้เคียง แต่เมื่อสิ้นรัชสมัยของบุเรงนอง พม่าก็อ่อนกำลังลง ประกอบกับเผชิญกับการรุกรานของโปรตุเกสและการแข็งเมือง ทำให้ต้องย้ายราชธานีกลับไปอยู่ที่อังวะตามเดิม และชาวมอญด้วยความสนับสนุนของโปรตุเกสสามารถช่วงชิงหงสาวดีกลับคืนมาได้
พม่ากลับมารุ่งเรืองอีกครั้งในยุคของราชวงศ์อลองพญา ซึ่งสามารถขับไล่มอญให้ออกไปจากดินแดนที่ยึดครองอยู่ และสถาปนาร่างกุ้งเป็นเมืองหลวง นอกจากนี้ยังสามารถต้านยันการรุกรานของจีน พร้อมกับแผ่อำนาจเข้าไปถึงในอยุธยา มณีปุระ และแคว้นอัสสัม ซึ่งเป็นเหตุให้พม่าต้องเผชิญหน้ากับอังกฤษซึ่งปกครองอินเดียอยู่ในเวลานั้น และนำไปสู่สงครามซึ่งจบลงด้วยชัยชนะของอังกฤษ ทำให้พม่าต้องยอมลงนามในสัญญายันดาโบ ซึ่งทำให้สูญเสียดินแดนในแคว้นอัสสัม ยะไข่ มณีปุระ และตะนาวศรี รวมทั้งถูกกอบโกยทรัพยกรธรรมชาติไปอย่างไม่เป็นธรรม
ต่อมาพม่าได้ฉีกสัญญายันดาโบทิ้ง และลงมือโจมตีผลประโยชน์ของอังกฤษ ทำให้เกิดสงครามระหว่างพม่ากับอังกฤษครั้งใหม่ ซึ่งพม่าเป็นฝ่ายพ่ายแพ้อีกครั้งและทำให้ต้องสูญเสียดินแดนทางตอนใต้ทั้งหมด ส่งผลให้พระเจ้ามินดงเข้ายึดอำนาจจากพระเจ้าปะกัน พระเจ้ามินดงได้สร้างมัณฑะเลย์ขึ้นเป็นเมืองหลวง เพื่อป้องกันการรุกรานจากภายนอก เมื่อพระเจ้ามินดงสิ้นพระชนม์ พระเจ้าธีบอ ได้ครองราชย์ต่อ แต่ก็เกิดความขัดแย้งกับอังกฤษ ถึงกับทำสงครามกันอีกเป็นครั้งที่สาม ซึ่งสงครามในครั้งนี้ส่งผลให้ราชอาณาจักรพม่าล่มสลายและตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ และเรื่องราวตอนนี้ อาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้นำมาเขียนไว้ในหนังสือเรื่อง พม่าเสียเมือง อย่างได้ทั้งอารมณ์และอรรถรส
พม่าอยู่ในความปกครองของอังกฤษในปี 2429 ในช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา ได้มีขบวนการกู้ชาติเกิดขึ้น โดยในตอนแรกได้ร่วมมือกับญี่ปุ่นเพื่อจะหาทางประกาศเอกราชจากอังกฤษ แต่ตอนหลังเมื่อถูกญี่ปุ่นบิดพลิ้วจึงหันกลับไปร่วมมือกับอังกฤษต่อต้านญี่ปุ่น ภายหลังสงคราม อังกฤษจึงให้เอกราชแก่พม่าในปี 2491 และนับจากนั้นมาพม่าก็ไม่เคยพบกับความสงบสุข เพราะประสบปัญหาภายในมากมาย โดยเฉพาะความแตกแยกของกลุ่มชนต่างๆ ในชาติ ที่ต่างก็ต้องการแยกตัวเป็นอิสระ และเนื่องจากความขัดแย้งในเรื่องของเชื้อชาติ ศาสนา ดินแดน และปมปัญหาในอดีตนี่เอง ทำให้รัฐบาลทหารปกครองประเทศติดต่อกันมาเป็นเวลานาน และใช้กฎเหล็กในการกำราบทั้งชนกลุ่มน้อยและประชาชนชาวพม่าเอง
และทุกครั้งที่รัฐบาลพม่าลงมือปราบปรามหรือข่มเหงคะเนงร้าย ชาวพม่า ตลอดจนไทยใหญ่ กะเหรี่ยง แม้ว ว้า หรือ โรฮิงญา ฯ ก็จะพากันหนีร้อนออกนอกพม่าไปพึ่งเย็นยังประเทศใกล้เคียง ซึ่งประเทศไทยก็เป็นจุดหมายปลายทางของคนเหล่านั้นมาโดยตลอด
ปัญหาเหล่านี้คงไม่สามารถแก้ไขด้วยการส่งกลับหรือจับกุมผู้ลักลอบเข้าเมืองดังกล่าวหากแต่คงต้องแสวงหาแนวทางอื่นที่จะแก้ปัญหาอย่างมีผลสัมฤทธิ์และยั่งยืนมากกว่าครับ



