
ไม่ยอมรับในสิทธิวิกฤติก็เกิด
ไม่ยอมรับในสิทธิวิกฤติก็เกิด : บทบรรณาธิการประจำวันที่3ธ.ค.2556
สถานการณ์การเมืองไทยเดินมาถึงจุดที่เรียกว่า ความรุนแรง ได้เกิดขึ้นแล้ว ถึงแม้จะมีการสั่งการสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่เคยมาปักหลักที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน รอสัญญาณการออกไปให้การสนับสนุนรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่กำลังถูกฝ่ายต่อต้านรุกเร้าให้แสดงความรับผิดชอบ ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของวุฒิสภานั้น ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎรไปนั้น ถูกวุฒิสภายับยั้งรอเวลาให้ครบ 180 วัน จะถูกส่งกลับมายังสภาผู้แทนราษฎร
ความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจในรัฐบาล ที่แม้นายกรัฐมนตรีจะยืนยันว่า การแก้ไขกฎหมายทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องของฝ่ายนิติบัญญัติ ได้เพิ่มมากขึ้นทุกขณะ เพราะต่างก็เชื่อว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรภายใต้สังกัดพรรคเพื่อไทยนั้นพร้อมที่จะตอบสนองความต้องการของพรรคและรัฐบาล โดยเห็นได้จากกระแสต่อต้านกฎหมายนิรโทษกรรมที่เพิ่มมากขึ้น นายกรัฐมนตรีก็ออกมาลดความร้อนแรง ด้วยการแถลงข่าวยืนยันว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ร่วมกันเสนอร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับการนิรโทษกรรมที่ค้างอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรอีก 6 ฉบับนั้น ยินดีที่จะถอนร่างกฎหมายดังกล่าวออกมา ซึ่งในเวลาต่อมาก็มีการถอนร่างกฎหมายที่ว่านั้นออกไปจริงๆ ก็ยิ่งตอกย้ำความเชื่อของประชาชนคนทั่วไปว่า การเคลื่อนไหวที่ผ่านมาทั้งหมดนั้นสอดคล้องกัน
นับว่าเป็นสัญญาณที่ดี ที่คู่กรณีระหว่าง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำผู้ชุมนุม กับนายกรัฐมนตรี จะได้พบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อเสนอระหว่างกัน แม้ว่าจะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ก็นับได้ว่า เป็นนิมิตหมายอันดี เพราะอย่างน้อยๆ ต่างฝ่ายต่างก็ได้รับรู้ถึงความต้องการและข้อจำกัดของแต่ละฝ่าย ซึ่งทำให้น่าเชื่อว่า จะมีการพบปะพูดคุยกันอีกครั้ง เพื่อหาทางออกที่ดีร่วมกัน ก่อนที่จะมีผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บ หรือรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต ดังเช่นกรณีการปะทะกันระหว่างคนเสื้อแดงกับนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง
อย่างไรก็ตาม ท่าทีของทั้งสองฝ่ายที่ยังคงยึดมั่นในเงื่อนไขของตนเองก็อาจจะเข้ากับภาษิตที่ว่า "กว่าถั่วจะสุก งาก็ไหม้" เพราะการชุมนุมของประชาชนที่อยู่ในหลายๆ จุดนั้น ได้รุกเข้าไปจุดหวงห้ามของเจ้าหน้าที่ตำรวจก็เริ่มได้รับบาดเจ็บจากแก๊สน้ำตา กระสุนยาง เพราะได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้ดำเนินการเช่นนั้น เพื่อป้องกันทำเนียบรัฐบาลอันเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจบริหาร เพราะเป็นสถานที่ที่ใช้บริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล ทำให้น่าเชื่อว่า จะต้องมีประชาชนอีกจำนวนมากที่น่าจะได้รับบาดเจ็บในแต่ละจุดที่ปะทะ
แถลงการณ์ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ที่เรียกร้องให้ทุกฝ่ายหยุดการใช้ความรุนแรงก็ถือเป็นอีกหนึ่งเสียงของประเทศที่มองเห็นวิกฤติที่กำลังจะเกิดขึ้นในประเทศอีกครั้ง แต่ปัญหาก็คือ ทุกครั้งที่ความรุนแรงเริ่มตั้งเค้า ผู้ที่เกี่ยวข้องก็ไม่เคยเหลียวแลเสียงร้องเตือนจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ เลยแม้แต่ครั้งเดียว จนดูเหมือนว่า องค์กรอิสระที่จัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญแห่งนี้ แทบไม่มีความหมายใดๆ ในยามที่ความขัดแย้งเกิดขึ้นในบ้านเมือง ทั้งที่ความจริงแล้วการเปิดทางให้องค์กรเช่นนี้ได้มีบทบาทและได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะรัฐบาลและฝ่ายค้าน จะเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้บ้านเมืองเกิดความสามัคคีปรองดอง โดยที่แทบไม่ต้องไปหาคนกลางใดๆ มาไกล่เกลี่ย เพราะทุกฝ่ายต่างก็ยอมรับในสิทธิมนุษยชนของแต่ละฝ่ายอยู่แล้ว



