
จะปิดเกมกันแล้วหรือ?
จะปิดเกมกันแล้วหรือ? : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา ทีมข่าวความมั่นคง
สถานการณ์การเมืองในวันนี้ บางครั้งดูเหมือนจะถึงจุดแตกหัก ระหว่าง "รัฐบาล-กลุ่มผู้ชุมนุมราชดำเนิน" แต่บางครั้งก็ไม่ต่างจาก "แม่เหล็ก" ขั้วเดียวกันต่างก็ผลักกันออก เมื่อเข้าใกล้กัน
แม้ว่าสัปดาห์นี้ มุมมองด้านความมั่นคงจะมองแทบไม่ต่างจากสัปดาห์ที่ผ่านมาเท่าใดนัก แต่ก็มองเห็นแนวโน้มความน่าจะเป็นของเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นนับจากนี้ ภายใต้เงื่อนไขและปัจจัยที่ยังไม่แตกต่างจากที่ผ่านมา
การเคลื่อนไหวของกลุ่มราชดำเนินที่มี สุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นแกนนำ ยังคงมีสภาพไม่ต่างจากการเล่น "หมากรุก" กับฝ่ายรัฐบาล ผลัดกันเดินคนละตา ตรงตามกติกา "หมากรุก" เป๊ะๆ
บางครั้งฝ่ายหนึ่งได้เปรียบ บางครั้งก็เพลี่ยงพล้ำ แต่ยังไปไม่ถึงจุดพลิกผัน หรือจุดวิกฤติที่จะชี้ขาด แพ้-ชนะ
สถานการณ์ในขณะนี้จึงเป็นการแก้ไขปัญหาแบบวันต่อวัน และเป็นการยากที่จะคาดเดาได้ล่วงหน้าว่า แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมจะเอาอย่างไร แต่ที่บอกได้แน่ๆ คือ ประชาชนที่มาร่วมชุมนุมที่ต้องยอมรับว่า เกือบ 100% เป็นคนชั้นกลางใน กทม. ซึ่งมีข้อจำกัดมากมายหลายอย่าง
เห็นได้จากการปรับเปลี่ยนยุทธวิธีภายหลังการเข้ายึดกระทรวงการคลัง (ไม่ว่าจะยึดหรือได้รับการเชื้อเชิญก็ตาม) เป็นการเดินทางไปเยือนกระทรวงนั้นกระทรวงนี้ แล้วเรียกร้องให้ปฏิเสธอำนาจรัฐและมาร่วมชุมนุม นั่นก็เพราะในเวทีต่างประเทศเขาปฏิเสธการบุกยึดสถานที่ราชการ เพราะจะสร้างความเสียหายไปทั้งระบบ และสุดท้ายความเดือดร้อนจะย้อนกลับไปหาประชาชนคนทั่วประเทศ
ประเด็นนี้เริ่มมีการตั้งคำถามว่า "มันถูกต้องแล้วหรือ?" ไม่ใช่แค่คนนอกอย่างสหรัฐอเมริกา ตัวผู้มาร่วมชุมนุมเองก็คิดไม่ต่างจากนี้ เอาเพียงแค่บุกไปหา พูดจาหว่านล้อม จากนั้นก็จากกันด้วยดี แค่นี้ก็น่าจะพอแล้ว
มุมมองของฝ่ายความมั่นคงนั้น เห็นว่า การบุกเข้ายึดแล้วพักค้างแรม สุ่มเสี่ยงต่อการสูญเสียมวลชน
ถึงแม้ว่า เมื่อรุกเข้าไปแล้วรัฐบาลตัดสินใจถอย อยากจะยึดก็ยึด แต่ไม่ยอมสั่งให้มีการปะทะ ทั้งในแง่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือกระทั่งมวลชนคนเสื้อแดงที่ถูกสั่งเด็ดขาดให้อยู่กันเฉพาะที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน
นั่นก็เพราะรัฐบาลมองท่าทีของแกนนำผู้ชุมนุมทะลุแล้วว่า มุ่งที่จะกดดันรัฐบาลด้วยวิธีการสูงสุด ที่ไม่ใช่เพียงแค่การยึด การเรียกร้องให้ประชาชนปฏิเสธอำนาจรัฐบาล
คำว่า "ปิดเกม" ภายในกำหนดวันนั้นวันนี้ หากแกนนำผู้ชุมนุมเลือกที่จะเดินไปที่นั่นที่นี่ การ "ปิดเกม" ก็น่าจะเป็นเรื่องของการเสร็จสิ้นการเยือนในแต่ละสถานที่
แล้วการชุมนุมมันจะจบลงได้อย่างไร ถ้าทำเช่นนั้น
ตรงกันข้าม หากเกิดความรุนแรงจนถึงขั้นปะทะกัน ไม่ว่าจะเป็นระหว่างมวลชนกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือระหว่างมวลชนกับมวลชนด้วยกัน ทำให้รัฐบาลไม่อาจหลีกเลี่ยงที่จะใช้กฎหมายพิเศษเพื่อมาบริหารราชการแผ่นดินในภาวะฉุกเฉิน สั่งการให้กองทัพออกมาปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้เป็นหมากตัวสุดท้ายที่จะพลิกผันเหตุการณ์ทั้งหมด
เพราะมวลชนผู้ชุมนุมนั้น เชื่อมั่นว่า ถึงอย่างไรกองทัพก็น่าจะเลือกจัดการรัฐบาล มากกว่าเข่นฆ่าทำร้ายประชาชน
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในขณะนี้ กองทัพยังคงมีมองว่า เหลือพัฒนาการอีกพอสมควรที่จะก้าวเข้าสู่สถานการณ์วิกฤติเช่นนั้น
อาจจะเป็นเพราะกฎหมายนิรโทษกรรมที่ยังคงอยู่ในชั้นวุฒิสภายังไม่ถึงเวลาส่งกลับมายังสภาผู้แทนราษฎร หรืออาจเป็นเพราะอำนาจในการ "ยุบสภา" หรือกระทั่ง "ลาออก" ได้ย้อนกลับไปสู่มือของนายกรัฐมนตรีอีกครั้งแล้ว และต้องเข้าใจด้วยว่า การตัดสินใจจะใช้เครื่องมือใด ก็ย่อมขึ้นอยู่กับความได้เปรียบทางการเมืองเสมอ
ขณะเดียวกัน การเรียกร้องหรือเคลื่อนไหวของกลุ่มมวลชนในขณะนี้ ก็ยังอยู่ในกรอบของกฎหมาย สถานการณ์ยังไม่ถึงขั้นภาวะฉุกเฉิน การเฝ้าระวังจึงเป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุด
การก้าวผิดจังหวะของกองทัพจึงจะยิ่งเป็นการซ้ำเติมประเทศ เพราะไปเพิ่มความซับซ้อนให้ปัญหาให้มากยิ่งขึ้น จนสุดท้ายอาจบานปลายออกไปจนไม่ว่าใครก็เกินที่จะแบกรับความรับผิดชอบ
นั่นจึงเป็นคำถามว่า "วันปิดเกม" ที่แกนนำผู้ชุมนุมประกาศนั้น มันจะภายในวันสองวันนี้ ทำได้จริงหรือ?
......................................
(หมายเหตุ : จะปิดเกมกันแล้วหรือ? : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา ทีมข่าวความมั่นคง)



