
รัฐบาลต้องรีบหาทางออก
รัฐบาลต้องรีบหาทางออก : บทบรรณาธิการประจำวันที่28พ.ย.2556
สถานการณ์การเมืองได้มาถึงจุดสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดความรุนแรงจากทุกฝ่าย และต่างฝ่ายต่างยึดเหตุผลของตนโดยไม่สนใจรับฟังเหตุผลใดทั้งสิ้นแล้ว มุ่งหน้าต้องการเอาชนะกันจนเกิดความกังวลไปทั่วและหวั่นว่าการปะทะนองเลือดจะหลีกเลี่ยงได้หรือไม่ การที่รัฐบาลยังนิ่งเฉยไม่แสดงความรับผิดชอบ และพยายามโยนปัญหาออกจากตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมสุดซอย หรือการที่ไม่ยอมรับอำนาจหรือคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าด้วยที่มาของ ส.ว. ยิ่งทำให้เกิดความไม่พอใจในวงกว้างและกลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ส่งให้ภาพลักษณ์ของรัฐบาลขาดความเชื่อมั่นชนิดติดลบไปเลย และยังถูกตัดสินให้เป็นรัฐบาลที่ขาดความชอบธรรมที่ไม่ยอมรับกระบวนการศาล ทำลายกติกาโครงสร้างของประเทศ
สถานการณ์ยามนี้ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ นักกฎหมายมือหนึ่งของเมืองไทย ได้โพสต์เว็บไซต์ เตือนว่า เวลาที่ผู้ร้ายหรือผู้ทำผิดและถูกศาลตัดสินลงโทษ ส่วนใหญ่ก็มักจะพูดหรือคิดอยู่ในใจว่าไม่ผิด และไม่ยอมรับคำพิพากษานั้น แต่คนอื่นๆ ที่เขามีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาเขาก็ปฏิบัติไป แต่บังเอิญคราวนี้คนทำผิดคือ ประธานสภา สภา และรัฐบาล เวลาออกมาประกาศว่าไม่ยอมรับ จึงมีผลกระทบต่อความรู้สึกของผู้คนและหลักการปกครองอย่างรุนแรง และถ้าสภาหรือรัฐบาลเดินหน้าต่อไปเสมือนหนึ่งไม่มีคำพิพากษา บ้านเมืองคงเกิดกลียุค ประชาชนคงไม่ยอม การปกครองบ้านเมืองนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับเสียงข้างมากอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความเชื่อถือศรัทธา ถ้าประชาชนขาดความเชื่อถือศรัทธาแล้ว ต่อให้มีเสียงข้างมากอย่างไรก็ถูลู่ถูกังไปได้เพียงระยะเดียว
สถานการณ์ของมวลชนที่ไม่พอใจรัฐบาลได้ลามไปสู่ภูมิภาค มีกลุ่มประชาชนจำนวนมากเข้าปิดล้อมศาลากลางจังหวัดต่างๆ ไปแล้วกว่า 12 จังหวัดทั้งภาคใต้ ภาคอีสาน และภาคกลาง ขณะเดียวกันในรัฐสภามีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ มีหลายประเด็นที่ถูกนำมาซักฟอก เรื่องใหญ่ๆ เป็นโครงการรับจำนำข้าวที่ถูกกล่าวหาบริหารผิดพลาดทำให้ประเทศเสียงบประมาณไปกว่า 4 แสนล้านและเอื้อให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่นมากมาย รวมทั้งโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านที่รัฐดำเนินการแบบเร่งรัดตรวจสอบไม่ได้ ใช้วิธีการประมูลในลักษณะออกแบบไปสร้างไป จนเกิดความกังขาจงใจเปิดช่องให้ทุจริต อีกทั้งข้อครหาสมรู้ร่วมคิดกับบริษัทต่างชาติ ในขณะที่รัฐบาลไม่สามารถชี้แจงข้อกล่าวหาเหล่านี้ได้ ยิ่งตอกย้ำความน่าเชื่อถือของรัฐบาล
สถานการณ์ในห้วงอันตราย ได้มีองค์กร ภาคเอกชน ตลอดจนสถาบันการศึกษา ได้แสดงจุดยืนและให้ข้อเสนอแนะทางออกของประเทศเพื่อให้รัฐบาลพิจารณาและรีบตัดสินใจก่อนที่เหตุการณ์จะบานปลายไปสู่ความรุนแรงและความสูญเสีย แต่ท่าทีของนายกรัฐมนตรีตลอดจนฝ่ายบริหารและส.ส.ของพรรครัฐบาลกลับนิ่งเฉย โดยมั่นใจว่าคุมสถานการณ์ได้ และยังเมินเฉยไม่ไตร่ตรองถึงต้นตอของการที่มวลชนขาดความเชื่อถือออกมาแสดงสัญลักษณ์ "มหานกหวีด" จนก้าวมาสู่การไม่ยอมรับรัฐบาลชุดนี้ เมื่อสถานการณ์มาถึงจุดนี้คงเป็นเรื่องยากลำบากในการบริหารบ้านเมือง แม้รัฐจะยื่นข้อเสนอพร้อมเปิดการเจรจากับแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุม แต่ก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องเลือกหนทางออกให้ประเทศ ซึ่งมีผู้เสนอหลากหลาย และต้องไม่รีรอจนสายเกินการณ์



