คอลัมนิสต์

จากบทเรียน'ไทยคม'สู่แผนอุ้มสมบีเอ็มซีแอล

จากบทเรียน'ไทยคม'สู่แผนอุ้มสมบีเอ็มซีแอล

28 พ.ย. 2556

จากบทเรียน'ไทยคม'สู่แผนอุ้มสมบีเอ็มซีแอล : กระดานความคิด โดยแกร่ง หินเพลิง

               เผือกร้อนใน “การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย” (รฟม.) รัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงคมนาคม ที่ไม่รู้ไปกิน “ดีหมี” มาจากไหนถึงกล้าอาศัยช่วงจังหวะที่การเมืองระส่ำ ลุยแผน “อุ้มสม” บริษัทเอกชนใต้ชายคา โดยไม่นำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.)

               ทั้งที่รัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องเพิ่งจะเห็นบทเรียนจากการที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ไปอนุมัติให้บริษัทเอกชนผู้รับสัมปทานคือ บริษัท ชินแซทเทลไลท์ จำกัด แก้ไขสัญญา ยินยอมให้ผู้ถือหุ้นใหญ่ลดสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทที่รับสัมปทานดาวเทียมสื่อสารจากรัฐลง

               แม้กรณีแก้ไขสัญญาดังกล่าว ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจะยืนยันว่า ไม่ได้ทำให้รัฐเสียหาย ตรงกันข้ามยังถือเป็นความจำเป็นทางธุรกิจเพื่อให้บริษัทสามารถระดมทุนขยายกิจการได้ แต่กระนั้น ป.ป.ช.ก็ยังถือว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่เอกชน จึงมีมติให้ “ชี้มูลความผิด” ผู้เกี่ยวข้องกราวรูดกันมาแล้ว !

               แต่กรณีแผนเพิ่มทุนของบริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีเอ็มซีแอล ในเครือกลุ่ม ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) ผู้รับสัมปทานรถไฟฟ้าใต้ดิน สายเฉลิมรัชมงคล (หัวลำโพง-บางซื่อ) ที่ต้องลากเอารัฐคือ รฟม.เข้าไปลงทุนด้วยกว่า 2,000 ล้านบาท จากหุ้นเดิมที่รัฐถือหุ้นอยู่แล้ว 3,000 ล้านบาท ไปแล้วนั้น ทั้งที่ทุกฝ่ายต่างรู้อยู่เต็มอกว่า เป็นแผนเพิ่มทุนที่รังแต่จะทำให้รัฐเสียหาย

               ลำพังแค่การที่ รฟม.ให้สัมปทานรถไฟฟ้าสายสีม่วง ส่วนเหนือ (บางซื่อ-บางใหญ่) มูลค่ากว่า 82,625 ล้านบาท ไปให้แก่บริษัทบีเอ็มซีแอล ในเครือกลุ่ม ช.การช่าง ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อต้นเดือนสิงหาคม 2556 ก็สร้างความ “กังขา”ให้แก่ทุกฝ่ายอยู่แล้ว

               เขาประมูลโครงการนี้กันมาตั้งแต่เมื่อ 2 ปีก่อน ท่ามกลางข้อครหาว่า เป็นความพยายามถอนทุนหรือตุนเสบียงกรังทางการเมือง จนทำให้คณะกรรมการ รฟม. และคณะกรรมการพิจารณาผลประกวดราคาไม่กล้าชี้ขาด ต้องปล่อยให้คาราคาซังมากว่า 2 ปี

               จู่ๆ กระทรวงคมนาคมก็กลับให้สัมปทานเอกชนแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ทั้งที่เมื่อพิจารณาสถานะของบริษัทผู้รับสัมปทานก็อยู่ในสภาวะที่กล่าวได้ว่า “ขาดทุนบักโกรก” และต้องแบกหนี้ท่วมอีกกว่า 17,000 ล้านบาท

               แล้วบริษัทเอกชนรายนี้ ฝ่า “ปราการ” คุณสมบัติเบื้องต้น (พีคิว) ในการเข้าประมูลจนสามารถคว้าสัมปทานลงทุน และบริหารรถไฟฟ้าสายสีม่วง ส่วนเหนือนี้ไปได้อย่างไร?

               และเมื่อบีเอ็มซีแอลได้สัมปทานรถไฟฟ้า สายสีม่วง สมใจอยากก็ขออนุมัติบอร์ดบีเอ็มซีแอล เพิ่มทุนจดทะเบียนทันที 8,500 ล้านบาท จาก 11,950 ล้านบาท เป็น 20,500 ล้านบาท พร้อมกำหนดเกณฑ์ การจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนใหม่เสร็จสรรพ ที่ทำเอา รฟม.ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่อยู่ด้วยนั่งไม่ติด

               จะไม่ให้รฟม.เสียวสันหลังได้อย่างไร ในเมื่อแผนเพิ่มทุน 8,500 ล้านบาทที่ว่านั้น กว่า 6,000 ล้านเป็นการเพิ่มทุนไปใช้หนี้ผู้ถือหุ้นใหญ่และแปลงหนี้เป็นทุนของสถาบันการเงิน เหลือเงินสดติดบริษัทไม่ถึง 2,000 ล้าน

               ในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นล่าสุดเมื่อกลางเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ผู้ถือหุ้นใหญ่บีเอ็มซีแอลก็ปรับเปลี่ยนแผนจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนที่ว่านี้ผิดแผกแตกต่างไปจากหนังสือชี้ชวน กลายมาเป็นแผนเพิ่มทุนและจัดสรรแบบเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนในส่วนที่ผู้ถือหุ้นเดิมไม่ใช้สิทธิ์ให้แก่บุคคลอื่นโดยเฉพาะ (Private Placement-PP) เล่นเอาผู้ถือหุ้นรายย่อย หรือแม้แต่ผู้แทน รฟม.ที่ถือหุ้นอยู่ด้วย 25% อ้าปากหวอ ขืนยกมือเห็นชอบไป ก็มีหวังได้พาเหรดขึ้นเขียง ป.ป.ช.กันยกกระบิ

               บทเรียนกรณี “หมอเลี้ยบ" นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีต รมว.ไอซีที และ 2 ผู้บริหารภาครัฐที่ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดกราวรูด กรณีแก้ไขสัญญาสัมปทานดาวเทียมไทยคม บทเรียนมีให้เห็นกันอยู่

               แล้วกรณีความพยายาม “อุ้มสม” บีเอ็มซีแอล ที่อยู่ในภาวะที่แทบล้มละลายให้เข้ารับสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีม่วง พ่วงกับแผนเพิ่มทุน “สุดซอย” ดังกล่าวจะไม่เป็นเดินย่ำรอย ไอซีที เลยหรือ