
ระวังถึงจุดไร้ขื่อแป
ระวังถึงจุดไร้ขื่อแป : บทบรรณาธิการประจำวันที่27พ.ย.2556
โฆษกศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ได้แถลงมาตรการดำเนินการกับกลุ่มผู้ชุมนุม หลัง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ประกาศยกระดับพื้นที่ พ.ร.บ.ความมั่นคง ครอบคลุมทั่วกรุงเทพมหานครและปริมณฑลบางพื้นที่ โดยยังเน้นการเจรจาเพื่อให้กลุ่มผู้ชุมนุมกลับสู่ที่ตั้งหลังบุกเข้ายึดสถานที่ราชการ พร้อมดำเนินคดีกับบรรดาแกนนำที่อาจเข้าข่ายกบฏ รวมถึงความผิดทางอาญา ที่ผู้ใดมั่วสุมก่อความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองซึ่งมีโทษจำคุก แต่ดูเหมือนคำขู่ยิ่งเติมเชื้อขับไล่รัฐบาลและเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง แม้จะยกระดับความเข้มข้นทางกฎหมายแต่ในทางปฏิบัติเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้ในทันทีหรือหยุดพฤติกรรมดังกล่าว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะจำนวนผู้ชุมนุมที่มาก อีกส่วนที่ปรากฏคือ การขัดขืนและไม่ยอมรับต่อข้าราชการตำรวจ ที่ถูกมองมาตลอดว่าอยู่ใต้อุ้งมือนักการเมือง จะว่าไปแล้วการที่ประชาชนไม่ยอมรับองค์กรตำรวจไม่ได้มีปฐมบทจากการชุมนุมขับไล่รัฐบาล แต่เป็นความต่อเนื่องทางพฤติกรรมที่ผ่านมา การได้มาซึ่งตำแหน่งล้วนมาจากอดีตนายกรัฐมนตรีต้นเหตุแห่งเงื่อนไขที่คุกรุ่นอยู่ในขณะนี้
ปรากฏการณ์นอกเหนือจากองค์กรตำรวจแล้วยังมีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหน่วยบังคับใช้กฎหมายก็ไม่เป็นที่ยอมรับจากประชาชนมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่องค์กรนี้ตั้งขึ้นมาเพื่อคานอำนาจการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และรับทำคดีเฉพาะที่ระบุอยู่ในกฎหมายเท่านั้น แต่ในปัจจุบันดีเอสไอ กลายเป็นเครื่องมือรัฐบาลมีการเติมอำนาจหรือการขออนุมัติผ่านบอร์ดเพื่อรับคดีมาดำเนินการเสียเอง กลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง เมื่อประชาชนไม่ยอมรับเพราะหลายครั้งทำให้เห็นว่า รับใบสั่งจากรัฐบาลมาดำเนินการกับฝ่ายตรงข้ามซึ่งมีผลประโยชน์ทับซ้อนเข้าไปเกี่ยวเนื่อง ทำให้องค์กรนี้กลายเป็นอาวุธลับของผู้กุมอำนาจรัฐและเกิดความไม่น่าไว้วางใจต่อกระบวนการยุติธรรมอีกข้างหนึ่ง ดูจากเหตุม็อบดาวกระจายที่ไปยื่นหนังสือถึงกองทัพและพ่วงด้วยการโห่ร้องขับไล่พร้อมกับเรียกร้องให้ข้าราชการดีเอสไอ เข้ามาอยู่ข้างประชาชน เหตุมาจากผู้นำหน่วยขู่ดำเนินคดีกับม็อบที่เป่านกหวีดไล่ จนกลายเป็นเรื่องขำขันอยู่ในโลกโซเชียลมีเดียขณะนี้
ประเด็นการชุมนุมทางการเมืองที่กำลังร้อนแรงอยู่ในขณะนี้จึงล่อแหลมต่อการบังคับใช้กฎหมายเป็นอย่างยิ่ง ประชาชนที่มาร่วมชุมนุมเกิดความแคลงใจต่อเจ้าหน้าที่รัฐ ใช้อารยะขัดขืนต่อบทบังคับตามกฎหมาย การประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคง เพื่อควบคุมไม่ให้เหตุการณ์หรือประชาชนกระทำความผิด ควบคุมฝูงชนไม่ให้ใช้กำลังข่มขู่ คุมคาม ข้าราชการหรือรัฐบาลแม้กระทั่งไปกระทบสิทธิของผู้อื่น ก็ไม่ได้รับการตอบสนอง ประชาชนที่มาร่วมชุมนุมกลับเห็นว่ารัฐบาลและเจ้าหน้าที่รัฐโดยเฉพาะตำรวจหมดความชอบธรรมและไม่ใช่องค์กรที่สามารถพึ่งพิงได้ ทำให้เกิดเหตุทำร้ายตำรวจ บุกเข้ายึดสถานที่ราชการ ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ขัดขืนต่อกฎหมายบ้านเมือง ถือว่าเป็นจุดอันตรายยิ่งต่อความเป็นรัฐและประเทศที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตย เมื่อประชาชนไม่เชื่อฟังกฎระเบียบทางสังคมที่วางไว้ โอกาสที่จะใช้กำลังลุกฮือขึ้นต่อต้านรัฐก็มีมากขึ้น อย่าให้บ้านเมืองเกิดกลียุคแบบนั้นเป็นอันขาด



