
นายกฯต้องเป็นผู้นำแก้ปัญหา
นายกฯต้องเป็นผู้นำแก้ปัญหา : บทบรรณาธิการประจำวัน26ที่พ.ย.2556
ทั้ง นายจารุพงษ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทย และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และพล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รองนายกรัฐมนตรี จะพร้อมใจกันออกมาเรียกร้องให้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมที่ราชดำเนินหัวหน้ามาพูดคุยเจรจา รวมทั้งกลับเข้าไปใช้เวทีสภาผู้แทนราษฎรในการแก้ไขปัญหา แต่ดูเหมือนว่า นอกจากเสียงนกหวีดแล้ว ไม่มีใครจะได้ยินเสียงเรียกร้องเหล่านั้น ขณะเดียวกัน ก็มีผู้แสดงความเห็นว่า ข้อเรียกร้องจากแกนนำพรรคเพื่อไทยน่าจะออกมาก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะก่อนที่สภาผู้แทนราษฎรจะผ่านร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ในวาระที่ 3 และร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจะผ่านการพิจารณาของรัฐสภา
ถ้อยแถลงของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในกรณีวินิจฉัยการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ระบุถึงความไม่ชอบธรรมของการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของวุฒิสภา สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของระบบรัฐสภาของไทยในภาวะปัจจุบัน ทั้งกรณีกดบัตรแทนกัน ทั้งละเมิดข้อบังคับการประชุม ทั้งการปิดกั้นการแสดงความเห็นของเสียงข้างน้อยในสภา สิ่งเหล่านี้แม้จะมีข้อถกเถียงอยู่บ้าง แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันสะท้อนให้เห็นบรรยากาศที่ไม่ชวนพูดคุยถกเถียงกันสถานที่ที่เรียกว่า "รัฐสภา" แต่พอเกิดเหตุบานปลายมีผู้มาร่วมชุมนุมกันมากมายมหาศาลแล้ว การที่จะมาเรียกร้องให้กลับเข้าไปหารัฐสภาอีกครั้งจึงไม่น่าจะเรียกได้ว่าเป็นเหตุ เป็นผลนัก
สิ่งที่นายกรัฐมนตรี รัฐบาล รวมทั้งกลุ่มผู้ชุมนุมและแต่ละส่วนที่น่าจะเรียกได้ว่าเป็นกลไกที่จะขับเคลื่อนประเทศแสดงออกมานั้น ยังคงไม่มีสัญญาณที่จะหาทางออกร่วมกันกับทุกฝ่าย ทั้งที่สถานการณ์บ้านเมืองมาถึงจุดนี้นั้นเรียกได้ว่า ล่อแหลมเต็มทีที่จะเกิดเหตุการณ์บางอย่างที่คนไทยทุกคนไม่ต้องการให้เกิดขึ้น ท่าทีจากฝ่ายรัฐบาลที่สะท้อนภาพของกลุ่มผู้ชุมนุมที่เดินทางมาสนับสนุนอยู่ที่สนามกีฬาราชมังคลากีฬาสถาน ดูจะออกไปในทางที่สุ่มเสี่ยงกับความรู้สึก ท้าทาย พร้อมเผชิญหน้าเสียมากกว่า ในขณะที่ฝ่ายรัฐบาลรวมทั้งนายกรัฐมนตรี ก็เล่นบทออกมาเรียกร้องให้อย่าใช้ความรุนแรง ให้ทุกคนปรองดองสามัคคีเท่านั้น ทั้งที่น่าจะทำได้ดีกว่านี้
บางคนอาจจะมองว่า จะเป็นธรรมได้อย่างไร ที่ไปผลักภาระอันหนักอึ้งเช่นนี้ให้นายกรัฐมนตรี แต่เหตุผลก็เพราะว่า ในฐานะผู้นำประเทศเมื่อเกิดวิกฤติการณ์ใดขึ้นมา ไม่ว่าจะด้วยเพราะสาเหตุใดก็ตาม ผู้นำประเทศจะต้องเสนอตัวเพื่อออกมาคลี่คลายปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่อาจให้ใครมาพูดได้ว่า ประสบการณ์เพียงเท่านี้จะแก้ปัญหาได้อย่างไร เพราะในฐานะผู้นำประเทศแล้ว ไม่ว่าจะมาด้วยเหตุผลใด ประสบการณ์มากน้อยแค่ไหน หลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่จะต้องเข้ามาขจัดปัดเป่าปัญหาเพื่อให้ความสงบสุขบังเกิดแก่ชาติบ้านเมือง ยิ่งหากว่า ปัญหาเหล่านั้นเกี่ยวพันกับอำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีโดยตรง
การปล่อยให้สถานการณ์เนิ่นนานออกไป โดยที่ไม่แสดงท่าทีที่จะเข้ามาบริหารจัดการปัญหา เพื่อให้ความสงบสุขได้เกิดขึ้น ไม่เพียงแค่เป็นการละเลยอำนาจ หน้าที่และสำนึกรับผิดชอบที่ตนมีอยู่ หากแต่ยังเท่ากับจงใจที่จะปล่อยให้เหตุการณ์บานปลายออกไป ทั้งที่รับรู้ได้โดยสามัญสำนึกว่าถ้าปล่อยให้การชุมนุมของคน 2 กลุ่มยืดเยื้อออกไปเช่นนี้ บ้านเมืองจะสงบสุขได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้นอาจไปถึงขั้นนองเลือดขึ้นอีกครั้งก็เป็นได้



