คอลัมนิสต์

วิกฤติส่งออก

วิกฤติส่งออก

25 พ.ย. 2556

วิกฤติส่งออก : บทบรรณาธิการประจำวันจันทร์ที่ 25 พฤศจิกายน 2556

              จากการแถลงของนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เมื่อเร็วๆ นี้ โดยได้รายงานภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 เอาไว้ว่า การส่งออกสินค้าไทยยังคงหดตัวอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นผลมาจากอุปสงค์ ราคาสินค้าในตลาดโลกซบเซาลง อีกทั้งประเทศไทยมีข้อจำกัดทางด้านการผลิตสินค้าประเภทประมง กับการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ จึงทำให้การส่งออกสินค้าในไตรมาส 3 ปี 2556 มีมูลค่ารวม 1,824,862 ล้านบาท ลดลง 1.8% ซึ่งประมาณการว่า การส่งออกทั้งปี 2556 จะไม่ขยายตัวเลยหรือขยายตัวเป็นศูนย์ ทั้งนี้เป็นผลมาจากปัญหาโรคตายด่วนในกุ้ง และการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีในการผลิตสินค้าจำพวกอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจากคำแถลงนี้ อาจเรียกได้ว่า การส่งออกสินค้าของไทยเข้าข่ายวิกฤติก็ว่าได้

              สำหรับมูลค่าการส่งออกสินค้าไทยประเภทอาหารมีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 7 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด แต่ก็ลดลงไปเกือบครึ่งหนึ่งเช่นกัน อันเป็นผลมาจากโรคตายด่วนในกุ้ง ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังมานาน และยังไม่สามารถเอาชนะโรคนี้ได้อย่างเด็ดขาด ซึ่งก็ต้องลุ้นกันต่อไปว่า ในปีนี้การส่งออกสินค้าประเภทอาหารจะสามารถช่วยฉุดให้ตัวเลขการส่งออกรวมของไทยกระเตื้องขึ้นมาขยายตัว 7% ในปีหน้า ดังที่คาดหมายกันเอาไว้หรือไม่ ทั้งนี้ก็ต้องไม่ลืมว่า สินค้าเกษตรที่แม้จะตกเป็นอันดับรองจากที่เคยครองตำแหน่งแชมป์การส่งออกมาช้านานนั้น ยังมีข้าวเป็นตัวส่งออกชูโรงอยู่ ซึ่งก็เป็นที่ทราบกันดีว่า ทุกวันนี้ข้าวไทยกำลัง "มีปัญหา" การแข่งขันในตลาดโลก โดยเฉพาะที่มาจากปัญหานโยบายของรัฐบาลเองด้วย

              หลังจากประเทศไทยได้วางตัวเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ เน้นการผลิตเพื่อส่งออกสินค้าหลักๆ ไปจำหน่ายทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า-อิเล็กทรอนิกส์ เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม เรียกว่าแทบสลัดภาพการเป็นประเทศเกษตรกรรมอย่างแต่ก่อนเลยทีเดียว อย่างไรก็ดี ประเทศไทยเองก็ยังไม่สามารถก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าของเทคโนโลยีเองได้ สถานะจึงเปรียบเหมือนรับจ้างผลิตให้แก่ทุนข้ามชาติมากกว่า สภาพเช่นนี้จึงน่าจะเป็นปัญหาด้านความมั่นคงยั่งยืนอยู่พอสมควร ดังที่ปรากฏว่า ตัวเลขการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ได้ลดลง อันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีการผลิต ซึ่งโรงงานอุตสาหกรรมก็จะต้องเร่งปรับเปลี่ยนโดยด่วนที่สุด เพื่อไม่ให้มีปัญหาซ้ำรอยปีนี้ ซึ่งแม้จะเป็นการดำเนินงานตามระบบ แต่ก็สะท้อนให้เห็นความมั่นคงของอุตสาหกรรมด้านนี้

              อย่างไรก็ตาม เมื่อประเทศไทยเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่เต็มตัวเช่นนี้ ก็ต้องพิจารณาไปพร้อมกันว่า เราจะพึ่งพิงเทคโนโลยีของต่างประเทศไปอีกนานเท่าไรกัน เพราะต้องไม่ลืมว่า ทุนนอกสามารถเคลื่อนย้ายไปหาแหล่งผลิตที่เจ้าของทุนนั้นๆ เห็นว่าจะสร้างผลประโยชน์ให้มากกว่า การพัฒนาเทคโนโลยีให้เป็น "แบรนด์ไทยแท้" จึงต้องถือเป็นวาระเร่งด่วนที่รัฐต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษ อย่างเช่น กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งถือเป็นต้นธารของการผลิตนักวิจัยค้นคว้า นักวิทยาศาสตร์ จะต้องเล่นบทบาทยืนอยู่แถวหน้า เพื่อสร้างคนไทยรุ่นใหม่ที่มีจินตนาการ มีความคิดสร้างสรรค์ เพื่อประดิษฐ์คิดค้นเทคโนโลยีของไทยขึ้นมาเป็นของตัวเองให้ได้ เมื่อถึงตอนนั้นเราก็จะยืนอยู่ในฐานะประเทศอุตสาหกรรมอย่างเต็มภาคภูมิ