
บทเรียนจากศาล
บทเรียนจากศาล : บทบรรณาธิการประจำวันที่24พ.ย.2556
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อคดีแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตราที่มาสมาชิกวุฒิสภาที่ผ่านมา ทำเอาพรรคเพื่อไทยตกอยู่ในอาการมึนเหมือนนักมวยที่เมาหมัดเดินเข้ามุมไม่ถูก กระทั่งวันนี้ก็ยังหาทางแก้เกมที่กำลังตกอยู่ในความเพลี่ยงพล้ำไม่ได้ แม้จะเอาคนเสื้อแดงออกมาแสดงพลังข่มขู่ก่อนที่จะแผ่วไปในที่สุด กระทั่งคณะกรรมการยุทธศาสตร์และแกนนำพรรค ที่นำโดยนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทย และหัวหน้าพรรค พร้อมด้วย ส.ส.ลิ่วล้อนับสิบคน ร่วมแถลงจุดยืนไม่ยอมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและประกาศตอบโต้ด้วยการล่าชื่อถอดถอนตุลาการเสียงข้างมากฐานกระทำการขัดรัฐธรรมนูญ พร้อมเตรียมแจ้งความดำเนินคดีฐานละเมิดพระราชอำนาจมาตรา 112
การออกมาแสดงอาการฟูมฟายโจมตีศาลรัฐธรรมนูญและฝ่ายต่อต้านรัฐบาล โดยมองว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมต่อกระบวนการยุติธรรมของศาล โดยให้เหตุผลว่า ศาลไม่มีสิทธิ์ที่จะตัดสินและยังเป็นการเข้ามาก้าวก่ายงานของรัฐสภา แต่ถ้าหากอ่านคำวินิจฉัยจะเห็นได้ว่า ศาลไม่ได้ก้าวก่ายการแก้ไขเนื้อหารัฐธรรมนูญ แต่เป็นการกระทำของเสียงข้างมากที่ไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญให้ถูกต้องตามกฎหมาย หรือมีการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องของประธานในที่ประชุมที่ตัดสิทธิ์การอภิปรายของผู้ที่ยื่นสงวนคำแปรญัตติถึง 51 คน ทั้งที่ยังไม่มีการฟังการอภิปรายเลย แม้ประธานรัฐสภาจะมีอำนาจในการสั่งให้ปิดการอภิปราย แต่ถือเป็นการใช้อำนาจไม่ชอบ และเอื้อประโยชน์ฝ่ายเสียงข้างมากอย่างไม่เป็นธรรม
นอกจากนี้ยังมีการปลอมแปลงร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมนำร่างใหม่ที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมมาสวมทับร่างเก่า อีกทั้งสมาชิกพรรคเพื่อไทยส่วนหนึ่งโกงการลงมติด้วยการกดบัตรลงคะแนนแทนกัน ซึ่งในการใช้สิทธิ์ลงคะแนนตามหลักกฎหมายและข้อบังคับการประชุมรัฐสภานั้น ระบุว่า สมาชิก 1 คนสามารถลงคะแนนได้เพียง 1 เสียงเท่านั้น การดำเนินการดังกล่าวเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 122 และข้อบังคับการประชุม รวมไปถึงขัดต่อความซื่อสัตย์สุจริตของสมาชิกรัฐสภาที่ได้ปฏิญาณตนไว้เมื่อครั้งเข้ารับหน้าที่ ถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ด้วยเหตุผลเหล่านี้ศาลจึงเห็นว่าร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาของ ส.ว.นั้น ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ส่วนคำร้องขอให้ยุบพรรคการเมืองและตัดสิทธิ์ทางการเมืองของผู้บริหารพรรคการเมืองให้ยกคำร้อง เพราะถือเป็นการทำหน้าที่ของผู้แทนราษฎร
ความขัดแย้งถือเป็นเรื่องปกติ จึงต้องให้ศาลเข้ามาช่วยขจัดปัญหา ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ มีอิสระในการพิจารณาตามอำนาจหน้าที่ ทำนองเดียวกับฝ่ายนิติบัญญัติหรือรัฐสภา เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยก็จะผูกพันทุกองค์กรที่จะต้องปฏิบัติตาม ถ้าองค์กรหนึ่งปฏิเสธอำนาจของอีกองค์กรหนึ่งได้อนาคตก็จะมีการปฏิเสธอำนาจของศาลอาญา ศาลยุติธรรม จะเกิดปัญหาเรื่องกลียุคกับระบบกฎหมายไทยได้ และถ้าทำแบบนี้ต่อไปคนก็จะไม่รับอำนาจของรัฐสภา รัฐบาล ตำรวจ อัยการ และทุกองค์กร ซึ่งจะกระทบกันเป็นลูกโซ่ ม็อบกลุ่มต่างๆ ก็อาจจะประกาศว่ารัฐบาลไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อเป็นเช่นนี้ก็จะเกิดปัญหาอย่างร้ายแรงต่อสังคมไทย เราควรจะนำคำวินิจฉัยของศาลมาเป็นบทเรียนในการสร้างนิติธรรมให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง เพราะประชาธิปไตยไม่ใช่แค่การใช้เสียงข้างมากมาปู้ยี่ปู้ยำประเทศชาติ แต่ต้องอยู่บนหลักของความยุติธรรมอย่างเสมอภาคกันด้วย



